แฟ้มประวัติFon: Wisdom shall lead t...รูปถ่ายบล็อกรายการ เครื่องมือ วิธีใช้

บล็อก


31 มกราคม

Japanese Thinking #1

อยากจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับความ ละเอียดของคนญี่ปุ่นมานานแล้ว มีหลายมุมที่อยากจะพูดถึง จะทยอย ๆ เขียนละกัน

วันนี้ขอเริ่มด้วยเรื่อง "ที่ฉีก"

อาจจะฟังดูงง ๆ (คนเขียนเองก็งงก็นึกภาษาไทยไม่ออกเหมือนกัน)
เอาเป็นว่าเวลาแกะ ซองพลาสติก เช่นซองขนม เราจะก็มองหารอยบากที่ทำไว้ให้ฉีกง่าย ๆ ซึ่งบางทีก็มีบ้างไม่มีบ้าง บางทีก็ต้องใช้กรรไกรตัดเอา

แต่ที่ญี่ปุ่น แทบทุกอย่างจะทำไว้ให้เปิดได้ง่าย ๆ แถมบางทีรอยบากที่ว่านี้ไม่ได้มีแค่รอยเดียวด้วย แต่สามารถฉีกได้ตลอดด้านนั้น ๆ เลย

ถ้ามีเขียนว่าฉีกได้ตรงไหน ถึงแม้มันจะดูไม่น่าฉีกออกสักเท่าไหร่ แต่ฉีกไปเถอะ รับรองว่าขาด
ซองข้างล่างนี้เขียนไว้ว่าฉีกได้ตลอดแนวสีน้ำตาล

หรืออย่างพลาสติกที่หุ้มขวด เค้าก็ยังอุตส่าห์ทำรอยประเป็นแถบเล็ก ๆ ให้ฉีกเปิดได้ง่าย

ซองจดหมายก็ยังอุตส่าห์ทำรอยประให้ เปิดแบบนี้ (อันนี้ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่)

เรียกได้ว่าคนญี่ปุ่นเอาใจใส่แม้แต่ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ
04 มิถุนายน

จับมือหน่อยสิ :P

วันก่อนคุยกับเพื่อน ๆ ชาวมาเลย์เซียและจีน เค้าก็เล่าให้ฟังว่าในมาเลย์เซียเนี่ย ห้ามเดินจับมือกัน คือมันไม่ผิดกฎหมายหรอกนะ แต่ว่าตำรวจจะจับอะ
 
คนจีนได้ยินก็ตกใจ บอกว่าในประเทศเค้า การเดินจับมือหรือการแสดงออกอย่างอื่นเนี่ยเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แม้กระทั่งการจูบกันในที่สาธารณะ เค้าบอกจีนตอนนี้เป็น free country มากในเรื่องอย่างนี้
 
อ้อ แต่คนมาเลย์เซียที่เราคุยด้วยเป็นคนเชื้อชาติจีนอะ คงจะรู้ ๆ กันอยู่ว่ามาเลย์มีจีนปนอยู่กับมุสลิม และเค้าก็ไม่ได้หลอมรวมกันเท่าไหร่ คือถ้าเราถามเพื่อนเรา เค้าจะตอบว่าเค้าเป็นคนจีนอะ (chinese)
 
คนจีนในมาเลย์ก็นับถือศาสนาพุทธบ้างคริสต์บ้าง แล้วแต่น่ะ ส่วนคนรุ่นใหม่ในประเทศจีนก็ไม่ค่อยนับถือศาสนากันแล้ว เค้าบอกว่าเหมือนกับไม่ค่อยมีอะไรยึดเหนี่ยวกันเลย (พูดมากกว่านี้ไม่ได้ อยากรู้ต้องหลังไมค์ )
 
ปล. เค้าบอกว่าในมาเลย์เซีย แม้แต่นักท่องเที่ยวก็ห้ามจับมือกันนะ
20 พฤษภาคม

DO SAY DO, DON’T SAY DON’T: Please close the door quietly.

ไม่มีอะไร ที่เอามาโพสต์นี่เพราะว่าเผื่อแฟลตเมตมาอ่านเจอ จะได้ปิดประตูกันเบา ๆ ซะที เท่าที่เราสังเกต คนทางเอเชียตะวันออกปิดประตูกันเบานะ แต่ชาติอื่น (ไม่บอกว่าชาติไหน เพราะจริง ๆ ก็คงไม่ได้เป็นกันทุกคนหรอก) ปิดกันดังเหลือเกิน
 
ไปก๊อปมาจากเว็บนี้
 
Emphasize the positive. Tell people what they can do rather than what they cannot do. Use more “do’s” than “don’ts.”
  • Instead of “Don’t squeeze the kitten,” say “Carry the kitten gently.”
  • Rather than “Don’t slam the door,” try “Please close the door quietly.”

อ้อ ประโยค Do say do, don't say don't. ถึงอ่านรอบแรกแล้วจะงง ๆ ก็ตาม แปลว่าให้พูดว่า "do" แต่อย่าพูดว่า "don't" (ให้พูดว่า"อยากให้ทำอะไร" แต่อย่าพูดว่า"อย่าทำอะไร") เหมือนกับใช้เวลาสอนเด็ก ๆ น่ะ (จริง ๆ ก็เป็นจิตวิทยาในการพูดโน้มน้าวใจคนอย่างหนึ่งนะ)

27 เมษายน

จีนกับไต้หวัน

วันนี้เล่น Google earth กับเพื่อนคนจีน เค้าก็อธิบายว่าเมืองเค้าอยู่ตรงนี้ ๆ เราก็เห็นไต้หวันอยู่ข้าง ๆ พอดี เลยถามไปว่าคิดยังไงกับไต้หวัน
 
เค้าก็ทำหน้าตกใจไปแว่บนึง ก่อนจะบอกว่าขอไม่พูดได้มั้ย เราก็เลยตกใจเหมือนกัน ขอโทษแทบไม่ทัน  เค้าบอกว่าตอนเด็ก ๆ ถูกสอนว่าเรื่องอย่างนี้พูดน้อย ๆ เป็นดี
 
คุย ๆ ซักพักเค้าก็บอกว่าเค้ายังรู้สึกดีที่อยู่ทางใต้ ๆ ของจีน เลยไม่ค่อยมีเรื่องราวทางการเมืองเหมือนทางเหนือ ๆ (พวกปักกิ่ง) เค้าบอกขนาดพูดอย่างนี้หัวใจยังเต้นแรงเลย
 
ก็เพิ่งรู้วันนี้แหละว่าคนจีนรู้สึกยังไงกับรัฐบาลของเค้า  ต่อไปจะได้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ควรกล่าวขึ้นในบทสนทนา
 
ปล. มีแฟลตเมทเป็นคนไต้หวันอะ ควรจะถามว่าเค้าคิดยังไงกับจีนดีมั้ยเนี่ย
26 กุมภาพันธ์

switch, which way?

เปลี่ยนมาเรื่องเบา ๆ บ้าง เป็นเรื่องของสวิทช์ไฟ ที่เราสังเกตมาได้ สวิทช์ไฟที่อังกฤษเป็นแบบถ้าจะเปิดต้องกดลง ซึ่งสลับกับบ้านเราที่เวลาเปิดให้กดขึ้น
 
เราก็คงไม่สับสนหรอก ถ้าหากว่าสวิทช์ไฟในห้องมันมีตำหนิบอกว่าอันไหนปิดอันไหนเปิด แต่มันเล่นเรียบ ๆ อย่างนี้เลย
 
 
 
และที่สับสนมากคือสวิทช์ด้านขวาเป็นสวิทช์สองทาง คือสามารถเปิดไฟในห้องได้จากสวิทช์อันนี้ และจากสวิทช์อีกอันที่หัวเตียง แต่สวิทช์ด้านซ้ายเป็นสวิทช์ทางเดียว
 
ก่อนจะออกจากห้องก็จะงง ๆ ทุกทีว่าเราปิดไฟครบทุกดวงหรือยัง
 
เอาไปบ่นกับเฟอร์เมื่อนานมาแล้ว เฟอร์บอกว่า ก็เอาสติกเกอร์ไปแปะสิ
อืมเนอะ วิธีแก้ง่าย ๆ แค่นี้เอง เท่านี้ก็รู้แล้วว่าสวิทช์ด้านซ้ายปิดหรือเปิดอยู่ ^^
 
 
16 กุมภาพันธ์

อ๊ะ อ๊ะ ตาวิเศษเห็นนะ

จะพูดเรื่องการทิ้งขยะอะ  อาจจะเป็นเฉพาะกรณีที่เมืองที่เราอยู่ก็ได้นะ เพราะว่าไม่ได้เป็นเมืองหลวง คือถังขยะหายากมากอะตามถนน (ถ้าไม่ได้เดินอยู่ในเมือง) ป้ายรถเมล์ก็ไม่ได้มีถังขยะอยู่ทุกป้าย
 
ผลก็คือ ขยะตามข้างทางเยอะมาก (ไม่นับในเมืองนะ อันนี้พูดถึงประมาณซอยบ้านคนน่ะ) แต่จะว่าขยะข้างทางเยอะเพราะไม่มีถังขยะก็ไม่ถูก เราเห็นกับตามาหลายทีแล้วว่าคนที่นี่ทิ้งขยะลงพื้นกันหน้าตาเฉย
 
ทิ้งลงพื้นเฉย ๆ ยังไม่(น่าเกลียด)เท่าพวกกล่องโฟมที่คนทิ้งอุตส่าห์เอาไปปักตามรั้วบ้าน(คนอื่น) กันซะอย่างงั้นอะ บางทีก็เอาไปเสียบตามช่องว่างระหว่างเสาไฟฟ้ากับกำแพง
 
ระหว่างทางเดินกลับหอเราเห็นขยะประจำแหละ ส่วนใหญ่ก็เป็นกล่องโฟม กล่องพิซซ่า ที่เด็กที่นี่กินกันแล้วไม่ยอมทิ้งดี ๆ แต่มีขยะชิ้นนึงที่ไม่เข้าใจเลยว่ามาได้ยังไง มันคือผ้าอ้อมเด็ก - -" งงไปเลย เดินผ่านทุกวันมันก็ยังอยู่ทุกวันเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ แล้ว แต่ตรงนั้นเป็นบริเวณที่ติดกับบ้าน เราก็เลยคิดว่าคงมาจากบ้านหลังนั้นแหละ
 
ยังมีบ้านอีกหลัง นอกบริเวณบ้านเค้ามีแต่ขวดน้ำทิ้งลงมาเต็มเลย คือเราก็พยายามคิดว่าจะเป็นขวดน้ำของคนเดินผ่านไปผ่านมา แต่ก็ไม่น่าใช่ เพราะมันเป็นขวด 2 ลิตร คนที่เดินกินคงไม่ถือขวด 2 ลิตรกินหรอก หนักเกิน
 
แล้วเค้าก็ไม่มีคนกวาดถนนด้วยแฮะ หรือเป็นเพราะไม่ใช่ตัวเมือง ก็เลยปล่อยเลยตามเลย (ในเมืองเค้ามีรถกวาดถนนน่ะ เคยเห็นแล้ว)
 
แต่ของอย่างนี้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกส่วนบุคคลมากกว่าอะ ว่าขยะควรทิ้งให้ลงถัง ไม่ใช่ทิ้งตามข้างทาง แน่นอนเด็กอังกฤษที่ทิ้งขยะลงถังก็มีอยู่ แต่ภาพที่เราเห็นและจำได้ย่อมเป็นภาพที่ไม่ดีมากกว่า
 
การศึกษาระดับสูง ๆ สอนแต่วิชาชีพ แต่ไม่ได้เน้นคุณธรรมและจริยธรรม สิ่งเหล่านี้ต้องถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก...
 
"พระจันทร์ตกน้ำ ที่ไหนจะสวยเท่าที่เจ้าพระยา
แค่ทิ้งกันคนละชิ้น เจ้าพระยาก็สิ้นแล้ว...
รักเจ้าพระยากับตาวิเศษ"
 
ว่าแต่ว่า เด็กไทยสมัยนี้จะรู้จักตาวิเศษมั้ยน้อ
10 มกราคม

บางสิ่งที่หายไป

วันนี้ไปซื้อนมเปรี้ยวมา
 
 
 
ก็ไม่แปลกอะไร ราคาก็สมเหตุสมผลกับอังกฤษดี 4 ขวด 1.35 ปอนด์ ตกขวดละ 25 บาท (ขวดละ 100 กรัมเองเนี่ยนะ - -")
 
กลับมาถึงหอ หยิบมาหนึ่งขวดจะกิน เอ๊ะ อะไรมันขาดไปอย่างนึงน้า...
 
"หลอด"นั่นเอง
 
แล้วก็มานั่งคิด เอ นั่นสินะ ตั้งแต่มานี่ยังไม่เคยเห็นหลอดเลย กินโค้กไม่ว่าจากขวดหรือจากกระป๋องก็เปิดแล้วดื่มเอาเลย แล้วเวลาไปกินที่ร้านอาหารล่ะ นึก ๆ อันนี้นึกไม่ออกเพราะไม่ค่อยได้กินอาหารที่ร้าน
 
จริง ๆ เวลาดื่มอะไรโดยใช้หลอดก็ถือว่าดีในแง่ของความสะอาด แล้วก็สะดวกกว่าสำหรับผู้หญิงที่ทาลิปสติก
 
แล้วผู้หญิงฝรั่งที่ทาลิปสติกเค้ากินน้ำขวดกันยังไงเนี่ย :)
23 พฤศจิกายน

"หุงข้าว"

เขียน blog หมู่นี้หนีไม่พ้นเรื่องอาหารเลยแฮะ แต่คราวนี้จะเล่าให้ฟังเรื่องการหุงข้าว
 
จากการสังเกต flatmate ของเราแล้ว พบว่าคนชาติจีน ไต้หวัน ฮ่องกง จะมีหม้อหุงข้าวเป็นของตนเอง แต่เราไม่เคยเห็นกระป๋องตวงข้าวของเค้านะ เราเห็นคนไต้หวันใช้แก้วน้ำเนี่ยแหละตวงข้าว แล้วก็กะปริมาณน้ำเอา (ของเรามันมีขีดบอกอยู่แล้วอะว่าถ้าหุงข้าว 2 กระป๋องให้เติมน้ำถึงขีดนี้)
 
ส่วนคนไนจีเรียเค้ากินข้าวบ่อยเหมือนกันนะ แต่เป็นข้าวแบบ long grain ของอเมริกาน่ะ (ถูกกว่าข้าวหอมมะลิของไทยเยอะ) เค้าจะหุงข้าวโดยใช้หม้อ ต้มบนเตาเนี่ยแหละ หุงทีไรน้ำล้นหม้อทุกที (เลอะเต็มเตาเลย - -")
 
ส่วนคนอินเดีย นาน ๆ จะเห็นเค้ากินข้าวที วิธีหุงข้าวของเค้าเราก็เพิ่งเคยเห็น เค้าหุงในไมโครเวฟอะ ถามเค้ามาได้ความว่า ให้ใส่ข้าวกับน้ำในอัตราส่วน 1:2 แล้วตั้งเวลาไว้ 12 นาทีโดยประมาณ วิธีนี้ก็น้ำหกเลอะอยู่ในไมโครเวฟอีกเหมือนกัน
 
สรุปว่า เรากินข้าวบ่อย มีหม้อหุงข้าวเนี่ยแหละสะดวกสุดแล้ว ใส่ข้าวใส่น้ำ เสียบปลั๊ก กดปุ่ม รอ 15 นาทีก็จะมีกลิ่นข้าวหอม ๆ ทั่วครัว :D
17 พฤศจิกายน

เงาะ - ผลไม้ไทย ๆ

เมื่อคืนแกะเงาะกระป๋องกิน ตอนแกะมีเพื่อนอยู่ในครัวด้วย (ชาวไนจีเรีย ปาเลสไตน์และไต้หวัน) ก็เลยแบ่งให้ชิมคนละลูก มันเป็นเงาะยัดไส้สับปะรดน่ะ ที่อยากจะบอกก็คือไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นเงาะมาก่อนเลย (สับปะรดน่ะเคย แต่เงาะ ไม่)
 
คิด ๆ แล้วก็ดีใจนะที่เมืองไทยโชคดีขนาดนี้
  • อากาศดี (เทียบกับ 1 องศาที่นี่ตอนนี้)
  • อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ อยากกินอาหารชาติไหนก็มีให้เลือกหมด (ที่สำคัญราคาไม่แพงเกินไป)
  • พืชผักผลไม้ก็มีหลากหลาย เปลี่ยนไปตามฤดูกาล (อยู่นี่ผักน่าเบื่อมาก วัน ๆ เห็นแต่ บรอคโคลี่ ดอกกะหล่ำ แครอท เป็นผักยืนพื้น) คิดถึงคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง ผักกะเฉด ชะอม ตำลึง ฯลฯ
  • ส่วนผลไม้ที่นี่ยิ่งมีน้อยใหญ่ แอปเปิ้ล ส้มเปลือกหนา ๆ แกะลำบากมาก กล้วยหอม (ไม่มีกล้วยน้ำว้า) องุ่น กีวี
  • ผลไม้แปลก ๆ จะหาได้แต่ในกระป๋อง เช่น ลิ้นจี่ เงาะ สับปะรด มะม่วง (ทั้งหมดนี้ made in Thailand) ส่วนฝรั่ง ชมพู่ น้อยหน่า ขนุน มังคุด ยังไม่เคยเห็นเลย เคยเห็นแต่ทุเรียนมาทั้งลูกในร้านจีน (ไม่มีขายแบบแกะแล้วอะ)

ตอนที่เราอยู่เมืองไทย ก็ไม่ค่อยได้รู้ตัวหรอกว่าโชคดีขนาดไหน จนกระทั่งได้ออกมามีอะไรเปรียบเทียบอะ (แน่นอนก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย) ทีนี้ก็มาคิดกันดีกว่าว่า ทำยังไงถึงจะให้คนนอกเห็นได้ว่าเมืองไทยมีอะไรดี ๆ

 

ปล. เงาะกระป๋องละ 1 ปอนด์ มี 15 ลูก คำนวณแล้วตกลูกละ 5 บาทพอดี :D

12 พฤศจิกายน

Hi, how are you?

ทุกคนก็คงรู้กันดีว่าประโยค Hi, how are you? เอาไว้ใช้ทักทาย ถามว่าสบายดีมั้ย
 
แต่ที่เราอยากจะเล่าวันนี้ก็คือ เราไม่เข้าใจเลยอะว่าคนที่นี่ชอบทักด้วยประโยคนี้จริง ๆ คือเห็นชัดอะ ถ้าเป็น flatmate คนเอเชียด้วยกันก็แค่ Hi! เวลาเจอกัน แล้วก็ชวนคุยเรื่องอื่น แต่ flatmate ชาวปาเลสไตน์ของเรา เจอกันทีไรก็ Hi, how are you? จนเราเริ่มเบื่อจะตอบว่า Fine, thanks. แล้ว (ดีไม่ Fine, thank you, and you? :P)
 
ก็พอเข้าใจว่าอารมณ์คนไม่สนิทกันนาน ๆ ทักกันก็ถามสารทุกข์สุขดิบด้วย how are you? ก็โอเค แต่ flatmate นี่เจอหน้ากันวันละหลายรอบอยู่ (ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าสบายดี) แต่ชอบถาม How are you? จังเลย
 
ถ้าเป็น flatmate คนไนจีเรีย ส่วนใหญ่เวลาทักเราจะถามว่า How's your school today? ก็โอเคอะ เพราะแต่ละวันก็มีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป (แต่คำตอบส่วนใหญ่ก็ boring :D)
 
ส่วนเพื่อนที่เรียนด้วยกัน คนที่ไม่ค่อยสนิท เวลาเจอกันก็ชอบถาม How are you?/ How are you doing? ตอนหลังเรารู้แกวชิงถามเค้าก่อน (ตัวเองจะได้ไม่ต้องตอบ)
05 พฤศจิกายน

วันฝนตก

วันนี้เดินไปซื้อของที่ซุปเปอร์ในเมืองมา ตอนออกจากหอก็เห็นแล้วล่ะว่าฝนตก ดูอุณหภูมิข้างนอกก็หนาวทีเดียว 8 องศาเนี่ย ใส่เสื้อหนาว ผ้าพันคอ เตรียมร่มไว้พร้อม
 
ระหว่างที่เดินก็สังเกตอะไรไปเรื่อยเปื่อย เฉลี่ยแล้วพบว่าคนที่เดินมา 10 คน กางร่มแค่ 2 คน ส่วนอีก 8 ไม่กาง ในใจเราก็คิดว่า อืม ฝรั่งนี่มันแปลกดีแฮะ ไม่ชอบกางร่ม
 
เดินไปซักพักก็ได้คำตอบว่าทำไมคนถึงไม่กางร่มกัน เพราะอยู่ ๆ ลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนร่มแทบจะปลิว ซักพักก็ทนไม่ไหว ก็เลยหุบร่มแล้วเดินบ้าง
 
ปล. ฝนไม่ได้ตกหนักขนาดทำให้เปียกอะนะ ก็เลยตัดสินใจหุบร่ม แต่ตอนขากลับฝนตกหนักพอสมควรก็เลยกางร่มถึงแม้จะมีลมเป็นระยะ ๆ :D
03 พฤศจิกายน

ดอกป๊อปปี้

วันนี้เดินผ่าน Student's Union มีป้ายเขียนว่า Poppy Appeal กับกระป๋องรับบริจาควางอยู่ ด้วยความสนใจเลยเดินเข้าไปดู ก็บริจาคให้กับทหารผ่านศึกแหละ (ประมาณนั้น) ดอกป๊อปปี้สวยสู้ของเมืองไทยไม่ได้เลย แบบว่า เอากระดาษมาแปะ ๆ กันแค่นั้นเอง ดูรูปได้ที่ข้างล่างนะ
28 ตุลาคม

African Hairstyle

ที่เขียนอย่างงี้ไม่ใช่เพราะอยากทำผมแบบเค้าหรอก แต่ว่าวันก่อน flatmate คนไนจีเรียเพิ่งเปลี่ยนทรงผม เลยถามเค้าว่าทำยังไง
 
เค้าก็บอกว่าผมคนทางแอฟริกาเนี่ยผมแข็งมาก ส่วนใหญ่ก็จะ relax (คล้าย ๆ ยืดอะ) แล้วก็ทำเป็นเปีย (braid หรือ plats) เค้าจะไม่สามารถสระผมได้บ่อย ๆ แต่ว่าก็จะใช้วิธีทำความสะอาดหนังศีรษะด้วยสำลีเอา (เขาบอกว่าแปลกใจมากตอนที่รู้ว่าเราสระผมทุกวัน)
 
เค้ายังบอกอีกว่าเค้าหนักใจมากก่อนเปลี่ยนทรงผมแต่ละที เพราะไม่รู้จะเปลี่ยนเป็นแบบไหนดี จะดีหรือแย่กว่าเดิมรึเปล่าก็ไม่รู้ แถมค่าทำผมที่นี่ยังแพงกว่าในประเทศเค้าอีกหลายสิบเท่า
 
ส่วนทรงผมของผู้ชายแอฟริกา ที่เห็นส่วนใหญ่ก็โกน ไม่ก็ไว้สั้นมาก ๆ กันทั้งนั้น ก็ถ้าไว้ยาวก็กลายเป็น afro กันหมดน่ะสิ :D
17 ตุลาคม

วัฒนธรรมการกิน

เรื่องที่จะพูดวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกิน ของหลาย ๆ ชาติอะ เนื่องจากเรา flatmate ของเรามาจากหลายประเทศเหลือเกิน แต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมที่ต่างกันออกไป
 
แน่นอน คนไทยเรากินด้วยช้อนกับส้อม ไม่ว่าจะกินข้าว พาสต้า ฯลฯ ยกเว้นบ้างเวลากินก๋วยเตี๋ยวก็อาจใช้ตะเกียบ
 
ต่อมาที่ใกล้ตัวที่สุดก็เป็นคนจีน ไต้หวัน พวกนี้มีตะเกียบคู่นึงก็กินได้ทุกอย่างแล้ว
 
ต่อมาก็เป็นปาเลสไตน์ ไนจีเรีย และฝรั่งโดยทั่ว ๆ ไป ใช้ส้อมคันนึงกินทุกอย่างแม้กระทั่งข้าว
 
และชาติสุดท้ายที่น่าอิจฉาเล็ก ๆ เพราะว่าไม่ต้องล้างจานเยอะ ก็คืออินเดีย เค้าใช้มือกินกัน :D เอามือบิโรตี หรือขนมปังที่เรียกว่า Naan แล้วก็กินกับพวกแกงกะหรี่ (ที่น้ำไม่เยอะเหมือนของเรา)
แอบคิดอยู่ว่าวันหลังจะขอแบ่งโรตีเค้าเอามาราดนมข้นหวานกินซะนี่ :D
 
แถมท้ายด้วยรูปลาซานญ่า บานานามัฟฟิ่น และสปาเก็ตตี้ คาร์โบนารา ฝีมือเราเอง อิอิ