| แฟ้มประวัติFon: Wisdom shall lead t...รูปถ่ายบล็อกรายการ | วิธีใช้ |
|
|
31 มกราคม Japanese Thinking #1อยากจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับความ ละเอียดของคนญี่ปุ่นมานานแล้ว มีหลายมุมที่อยากจะพูดถึง จะทยอย ๆ เขียนละกัน
วันนี้ขอเริ่มด้วยเรื่อง "ที่ฉีก" อาจจะฟังดูงง ๆ (คนเขียนเองก็งงก็นึกภาษาไทยไม่ออกเหมือนกัน) เอาเป็นว่าเวลาแกะ ซองพลาสติก เช่นซองขนม เราจะก็มองหารอยบากที่ทำไว้ให้ฉีกง่าย ๆ ซึ่งบางทีก็มีบ้างไม่มีบ้าง บางทีก็ต้องใช้กรรไกรตัดเอา แต่ที่ญี่ปุ่น แทบทุกอย่างจะทำไว้ให้เปิดได้ง่าย ๆ แถมบางทีรอยบากที่ว่านี้ไม่ได้มีแค่รอยเดียวด้วย แต่สามารถฉีกได้ตลอดด้านนั้น ๆ เลย ถ้ามีเขียนว่าฉีกได้ตรงไหน ถึงแม้มันจะดูไม่น่าฉีกออกสักเท่าไหร่ แต่ฉีกไปเถอะ รับรองว่าขาด ซองข้างล่างนี้เขียนไว้ว่าฉีกได้ตลอดแนวสีน้ำตาล
หรืออย่างพลาสติกที่หุ้มขวด เค้าก็ยังอุตส่าห์ทำรอยประเป็นแถบเล็ก ๆ ให้ฉีกเปิดได้ง่าย ซองจดหมายก็ยังอุตส่าห์ทำรอยประให้ เปิดแบบนี้ (อันนี้ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่) เรียกได้ว่าคนญี่ปุ่นเอาใจใส่แม้แต่ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ ![]() 04 มิถุนายน จับมือหน่อยสิ :Pวันก่อนคุยกับเพื่อน ๆ ชาวมาเลย์เซียและจีน เค้าก็เล่าให้ฟังว่าในมาเลย์เซียเนี่ย ห้ามเดินจับมือกัน คือมันไม่ผิดกฎหมายหรอกนะ แต่ว่าตำรวจจะจับอะ
คนจีนได้ยินก็ตกใจ บอกว่าในประเทศเค้า การเดินจับมือหรือการแสดงออกอย่างอื่นเนี่ยเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แม้กระทั่งการจูบกันในที่สาธารณะ เค้าบอกจีนตอนนี้เป็น free country มากในเรื่องอย่างนี้
อ้อ แต่คนมาเลย์เซียที่เราคุยด้วยเป็นคนเชื้อชาติจีนอะ คงจะรู้ ๆ กันอยู่ว่ามาเลย์มีจีนปนอยู่กับมุสลิม และเค้าก็ไม่ได้หลอมรวมกันเท่าไหร่ คือถ้าเราถามเพื่อนเรา เค้าจะตอบว่าเค้าเป็นคนจีนอะ (chinese)
คนจีนในมาเลย์ก็นับถือศาสนาพุทธบ้างคริสต์บ้าง แล้วแต่น่ะ ส่วนคนรุ่นใหม่ในประเทศจีนก็ไม่ค่อยนับถือศาสนากันแล้ว เค้าบอกว่าเหมือนกับไม่ค่อยมีอะไรยึดเหนี่ยวกันเลย (พูดมากกว่านี้ไม่ได้ อยากรู้ต้องหลังไมค์
ปล. เค้าบอกว่าในมาเลย์เซีย แม้แต่นักท่องเที่ยวก็ห้ามจับมือกันนะ 20 พฤษภาคม DO SAY DO, DON’T SAY DON’T: Please close the door quietly.ไม่มีอะไร ที่เอามาโพสต์นี่เพราะว่าเผื่อแฟลตเมตมาอ่านเจอ จะได้ปิดประตูกันเบา ๆ ซะที เท่าที่เราสังเกต คนทางเอเชียตะวันออกปิดประตูกันเบานะ แต่ชาติอื่น (ไม่บอกว่าชาติไหน เพราะจริง ๆ ก็คงไม่ได้เป็นกันทุกคนหรอก) ปิดกันดังเหลือเกิน
ไปก๊อปมาจากเว็บนี้
Emphasize the positive. Tell people what they can do rather than what they cannot do. Use more “do’s” than “don’ts.”
อ้อ ประโยค Do say do, don't say don't. ถึงอ่านรอบแรกแล้วจะงง ๆ ก็ตาม แปลว่าให้พูดว่า "do" แต่อย่าพูดว่า "don't" (ให้พูดว่า"อยากให้ทำอะไร" แต่อย่าพูดว่า"อย่าทำอะไร") เหมือนกับใช้เวลาสอนเด็ก ๆ น่ะ (จริง ๆ ก็เป็นจิตวิทยาในการพูดโน้มน้าวใจคนอย่างหนึ่งนะ) 27 เมษายน จีนกับไต้หวันวันนี้เล่น Google earth กับเพื่อนคนจีน เค้าก็อธิบายว่าเมืองเค้าอยู่ตรงนี้ ๆ เราก็เห็นไต้หวันอยู่ข้าง ๆ พอดี เลยถามไปว่าคิดยังไงกับไต้หวัน
เค้าก็ทำหน้าตกใจไปแว่บนึง ก่อนจะบอกว่าขอไม่พูดได้มั้ย เราก็เลยตกใจเหมือนกัน ขอโทษแทบไม่ทัน
คุย ๆ ซักพักเค้าก็บอกว่าเค้ายังรู้สึกดีที่อยู่ทางใต้ ๆ ของจีน เลยไม่ค่อยมีเรื่องราวทางการเมืองเหมือนทางเหนือ ๆ (พวกปักกิ่ง) เค้าบอกขนาดพูดอย่างนี้หัวใจยังเต้นแรงเลย
ก็เพิ่งรู้วันนี้แหละว่าคนจีนรู้สึกยังไงกับรัฐบาลของเค้า
ปล. มีแฟลตเมทเป็นคนไต้หวันอะ ควรจะถามว่าเค้าคิดยังไงกับจีนดีมั้ยเนี่ย 26 กุมภาพันธ์ switch, which way?เปลี่ยนมาเรื่องเบา ๆ บ้าง เป็นเรื่องของสวิทช์ไฟ ที่เราสังเกตมาได้ สวิทช์ไฟที่อังกฤษเป็นแบบถ้าจะเปิดต้องกดลง ซึ่งสลับกับบ้านเราที่เวลาเปิดให้กดขึ้น
เราก็คงไม่สับสนหรอก ถ้าหากว่าสวิทช์ไฟในห้องมันมีตำหนิบอกว่าอันไหนปิดอันไหนเปิด แต่มันเล่นเรียบ ๆ อย่างนี้เลย
และที่สับสนมากคือสวิทช์ด้านขวาเป็นสวิทช์สองทาง คือสามารถเปิดไฟในห้องได้จากสวิทช์อันนี้ และจากสวิทช์อีกอันที่หัวเตียง แต่สวิทช์ด้านซ้ายเป็นสวิทช์ทางเดียว
ก่อนจะออกจากห้องก็จะงง ๆ ทุกทีว่าเราปิดไฟครบทุกดวงหรือยัง
เอาไปบ่นกับเฟอร์เมื่อนานมาแล้ว เฟอร์บอกว่า ก็เอาสติกเกอร์ไปแปะสิ
อืมเนอะ วิธีแก้ง่าย ๆ แค่นี้เอง เท่านี้ก็รู้แล้วว่าสวิทช์ด้านซ้ายปิดหรือเปิดอยู่ ^^
16 กุมภาพันธ์ อ๊ะ อ๊ะ ตาวิเศษเห็นนะจะพูดเรื่องการทิ้งขยะอะ อาจจะเป็นเฉพาะกรณีที่เมืองที่เราอยู่ก็ได้นะ เพราะว่าไม่ได้เป็นเมืองหลวง คือถังขยะหายากมากอะตามถนน (ถ้าไม่ได้เดินอยู่ในเมือง) ป้ายรถเมล์ก็ไม่ได้มีถังขยะอยู่ทุกป้าย
ผลก็คือ ขยะตามข้างทางเยอะมาก (ไม่นับในเมืองนะ อันนี้พูดถึงประมาณซอยบ้านคนน่ะ) แต่จะว่าขยะข้างทางเยอะเพราะไม่มีถังขยะก็ไม่ถูก เราเห็นกับตามาหลายทีแล้วว่าคนที่นี่ทิ้งขยะลงพื้นกันหน้าตาเฉย
ทิ้งลงพื้นเฉย ๆ ยังไม่(น่าเกลียด)เท่าพวกกล่องโฟมที่คนทิ้งอุตส่าห์เอาไปปักตามรั้วบ้าน(คนอื่น) กันซะอย่างงั้นอะ บางทีก็เอาไปเสียบตามช่องว่างระหว่างเสาไฟฟ้ากับกำแพง
ระหว่างทางเดินกลับหอเราเห็นขยะประจำแหละ ส่วนใหญ่ก็เป็นกล่องโฟม กล่องพิซซ่า ที่เด็กที่นี่กินกันแล้วไม่ยอมทิ้งดี ๆ แต่มีขยะชิ้นนึงที่ไม่เข้าใจเลยว่ามาได้ยังไง มันคือผ้าอ้อมเด็ก - -" งงไปเลย เดินผ่านทุกวันมันก็ยังอยู่ทุกวันเป็นเวลาเดือนกว่า ๆ แล้ว แต่ตรงนั้นเป็นบริเวณที่ติดกับบ้าน เราก็เลยคิดว่าคงมาจากบ้านหลังนั้นแหละ
ยังมีบ้านอีกหลัง นอกบริเวณบ้านเค้ามีแต่ขวดน้ำทิ้งลงมาเต็มเลย คือเราก็พยายามคิดว่าจะเป็นขวดน้ำของคนเดินผ่านไปผ่านมา แต่ก็ไม่น่าใช่ เพราะมันเป็นขวด 2 ลิตร คนที่เดินกินคงไม่ถือขวด 2 ลิตรกินหรอก หนักเกิน
แล้วเค้าก็ไม่มีคนกวาดถนนด้วยแฮะ หรือเป็นเพราะไม่ใช่ตัวเมือง ก็เลยปล่อยเลยตามเลย (ในเมืองเค้ามีรถกวาดถนนน่ะ เคยเห็นแล้ว)
แต่ของอย่างนี้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกส่วนบุคคลมากกว่าอะ ว่าขยะควรทิ้งให้ลงถัง ไม่ใช่ทิ้งตามข้างทาง แน่นอนเด็กอังกฤษที่ทิ้งขยะลงถังก็มีอยู่ แต่ภาพที่เราเห็นและจำได้ย่อมเป็นภาพที่ไม่ดีมากกว่า
การศึกษาระดับสูง ๆ สอนแต่วิชาชีพ แต่ไม่ได้เน้นคุณธรรมและจริยธรรม สิ่งเหล่านี้ต้องถูกปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็ก...
"พระจันทร์ตกน้ำ ที่ไหนจะสวยเท่าที่เจ้าพระยา
แค่ทิ้งกันคนละชิ้น เจ้าพระยาก็สิ้นแล้ว...
รักเจ้าพระยากับตาวิเศษ"
ว่าแต่ว่า เด็กไทยสมัยนี้จะรู้จักตาวิเศษมั้ยน้อ 10 มกราคม บางสิ่งที่หายไปวันนี้ไปซื้อนมเปรี้ยวมา
ก็ไม่แปลกอะไร ราคาก็สมเหตุสมผลกับอังกฤษดี 4 ขวด 1.35 ปอนด์ ตกขวดละ 25 บาท (ขวดละ 100 กรัมเองเนี่ยนะ - -")
กลับมาถึงหอ หยิบมาหนึ่งขวดจะกิน เอ๊ะ อะไรมันขาดไปอย่างนึงน้า...
"หลอด"นั่นเอง
แล้วก็มานั่งคิด เอ นั่นสินะ ตั้งแต่มานี่ยังไม่เคยเห็นหลอดเลย กินโค้กไม่ว่าจากขวดหรือจากกระป๋องก็เปิดแล้วดื่มเอาเลย แล้วเวลาไปกินที่ร้านอาหารล่ะ นึก ๆ อันนี้นึกไม่ออกเพราะไม่ค่อยได้กินอาหารที่ร้าน
จริง ๆ เวลาดื่มอะไรโดยใช้หลอดก็ถือว่าดีในแง่ของความสะอาด แล้วก็สะดวกกว่าสำหรับผู้หญิงที่ทาลิปสติก
แล้วผู้หญิงฝรั่งที่ทาลิปสติกเค้ากินน้ำขวดกันยังไงเนี่ย :) 23 พฤศจิกายน "หุงข้าว"เขียน blog หมู่นี้หนีไม่พ้นเรื่องอาหารเลยแฮะ แต่คราวนี้จะเล่าให้ฟังเรื่องการหุงข้าว
จากการสังเกต flatmate ของเราแล้ว พบว่าคนชาติจีน ไต้หวัน ฮ่องกง จะมีหม้อหุงข้าวเป็นของตนเอง แต่เราไม่เคยเห็นกระป๋องตวงข้าวของเค้านะ เราเห็นคนไต้หวันใช้แก้วน้ำเนี่ยแหละตวงข้าว แล้วก็กะปริมาณน้ำเอา (ของเรามันมีขีดบอกอยู่แล้วอะว่าถ้าหุงข้าว 2 กระป๋องให้เติมน้ำถึงขีดนี้)
ส่วนคนไนจีเรียเค้ากินข้าวบ่อยเหมือนกันนะ แต่เป็นข้าวแบบ long grain ของอเมริกาน่ะ (ถูกกว่าข้าวหอมมะลิของไทยเยอะ) เค้าจะหุงข้าวโดยใช้หม้อ ต้มบนเตาเนี่ยแหละ หุงทีไรน้ำล้นหม้อทุกที (เลอะเต็มเตาเลย - -")
ส่วนคนอินเดีย นาน ๆ จะเห็นเค้ากินข้าวที วิธีหุงข้าวของเค้าเราก็เพิ่งเคยเห็น เค้าหุงในไมโครเวฟอะ ถามเค้ามาได้ความว่า ให้ใส่ข้าวกับน้ำในอัตราส่วน 1:2 แล้วตั้งเวลาไว้ 12 นาทีโดยประมาณ วิธีนี้ก็น้ำหกเลอะอยู่ในไมโครเวฟอีกเหมือนกัน
สรุปว่า เรากินข้าวบ่อย มีหม้อหุงข้าวเนี่ยแหละสะดวกสุดแล้ว ใส่ข้าวใส่น้ำ เสียบปลั๊ก กดปุ่ม รอ 15 นาทีก็จะมีกลิ่นข้าวหอม ๆ ทั่วครัว :D 17 พฤศจิกายน เงาะ - ผลไม้ไทย ๆเมื่อคืนแกะเงาะกระป๋องกิน ตอนแกะมีเพื่อนอยู่ในครัวด้วย (ชาวไนจีเรีย ปาเลสไตน์และไต้หวัน) ก็เลยแบ่งให้ชิมคนละลูก มันเป็นเงาะยัดไส้สับปะรดน่ะ ที่อยากจะบอกก็คือไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นเงาะมาก่อนเลย (สับปะรดน่ะเคย แต่เงาะ ไม่)
คิด ๆ แล้วก็ดีใจนะที่เมืองไทยโชคดีขนาดนี้
ตอนที่เราอยู่เมืองไทย ก็ไม่ค่อยได้รู้ตัวหรอกว่าโชคดีขนาดไหน จนกระทั่งได้ออกมามีอะไรเปรียบเทียบอะ (แน่นอนก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย) ทีนี้ก็มาคิดกันดีกว่าว่า ทำยังไงถึงจะให้คนนอกเห็นได้ว่าเมืองไทยมีอะไรดี ๆ
ปล. เงาะกระป๋องละ 1 ปอนด์ มี 15 ลูก คำนวณแล้วตกลูกละ 5 บาทพอดี :D 12 พฤศจิกายน Hi, how are you?ทุกคนก็คงรู้กันดีว่าประโยค Hi, how are you? เอาไว้ใช้ทักทาย ถามว่าสบายดีมั้ย
แต่ที่เราอยากจะเล่าวันนี้ก็คือ เราไม่เข้าใจเลยอะว่าคนที่นี่ชอบทักด้วยประโยคนี้จริง ๆ คือเห็นชัดอะ ถ้าเป็น flatmate คนเอเชียด้วยกันก็แค่ Hi! เวลาเจอกัน แล้วก็ชวนคุยเรื่องอื่น แต่ flatmate ชาวปาเลสไตน์ของเรา เจอกันทีไรก็ Hi, how are you? จนเราเริ่มเบื่อจะตอบว่า Fine, thanks. แล้ว (ดีไม่ Fine, thank you, and you? :P)
ก็พอเข้าใจว่าอารมณ์คนไม่สนิทกันนาน ๆ ทักกันก็ถามสารทุกข์สุขดิบด้วย how are you? ก็โอเค แต่ flatmate นี่เจอหน้ากันวันละหลายรอบอยู่ (ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าสบายดี) แต่ชอบถาม How are you? จังเลย
ถ้าเป็น flatmate คนไนจีเรีย ส่วนใหญ่เวลาทักเราจะถามว่า How's your school today? ก็โอเคอะ เพราะแต่ละวันก็มีเรื่องราวแตกต่างกันออกไป (แต่คำตอบส่วนใหญ่ก็ boring :D)
ส่วนเพื่อนที่เรียนด้วยกัน คนที่ไม่ค่อยสนิท เวลาเจอกันก็ชอบถาม How are you?/ How are you doing? ตอนหลังเรารู้แกวชิงถามเค้าก่อน (ตัวเองจะได้ไม่ต้องตอบ) 05 พฤศจิกายน วันฝนตกวันนี้เดินไปซื้อของที่ซุปเปอร์ในเมืองมา ตอนออกจากหอก็เห็นแล้วล่ะว่าฝนตก ดูอุณหภูมิข้างนอกก็หนาวทีเดียว 8 องศาเนี่ย ใส่เสื้อหนาว ผ้าพันคอ เตรียมร่มไว้พร้อม
ระหว่างที่เดินก็สังเกตอะไรไปเรื่อยเปื่อย เฉลี่ยแล้วพบว่าคนที่เดินมา 10 คน กางร่มแค่ 2 คน ส่วนอีก 8 ไม่กาง ในใจเราก็คิดว่า อืม ฝรั่งนี่มันแปลกดีแฮะ ไม่ชอบกางร่ม
เดินไปซักพักก็ได้คำตอบว่าทำไมคนถึงไม่กางร่มกัน เพราะอยู่ ๆ ลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนร่มแทบจะปลิว ซักพักก็ทนไม่ไหว ก็เลยหุบร่มแล้วเดินบ้าง
ปล. ฝนไม่ได้ตกหนักขนาดทำให้เปียกอะนะ ก็เลยตัดสินใจหุบร่ม แต่ตอนขากลับฝนตกหนักพอสมควรก็เลยกางร่มถึงแม้จะมีลมเป็นระยะ ๆ :D 03 พฤศจิกายน ดอกป๊อปปี้วันนี้เดินผ่าน Student's Union มีป้ายเขียนว่า Poppy Appeal กับกระป๋องรับบริจาควางอยู่ ด้วยความสนใจเลยเดินเข้าไปดู ก็บริจาคให้กับทหารผ่านศึกแหละ (ประมาณนั้น) ดอกป๊อปปี้สวยสู้ของเมืองไทยไม่ได้เลย แบบว่า เอากระดาษมาแปะ ๆ กันแค่นั้นเอง ดูรูปได้ที่ข้างล่างนะ 28 ตุลาคม African Hairstyleที่เขียนอย่างงี้ไม่ใช่เพราะอยากทำผมแบบเค้าหรอก แต่ว่าวันก่อน flatmate คนไนจีเรียเพิ่งเปลี่ยนทรงผม เลยถามเค้าว่าทำยังไง
เค้าก็บอกว่าผมคนทางแอฟริกาเนี่ยผมแข็งมาก ส่วนใหญ่ก็จะ relax (คล้าย ๆ ยืดอะ) แล้วก็ทำเป็นเปีย (braid หรือ plats) เค้าจะไม่สามารถสระผมได้บ่อย ๆ แต่ว่าก็จะใช้วิธีทำความสะอาดหนังศีรษะด้วยสำลีเอา (เขาบอกว่าแปลกใจมากตอนที่รู้ว่าเราสระผมทุกวัน)
เค้ายังบอกอีกว่าเค้าหนักใจมากก่อนเปลี่ยนทรงผมแต่ละที เพราะไม่รู้จะเปลี่ยนเป็นแบบไหนดี จะดีหรือแย่กว่าเดิมรึเปล่าก็ไม่รู้ แถมค่าทำผมที่นี่ยังแพงกว่าในประเทศเค้าอีกหลายสิบเท่า
ส่วนทรงผมของผู้ชายแอฟริกา ที่เห็นส่วนใหญ่ก็โกน ไม่ก็ไว้สั้นมาก ๆ กันทั้งนั้น ก็ถ้าไว้ยาวก็กลายเป็น afro กันหมดน่ะสิ :D 17 ตุลาคม วัฒนธรรมการกินเรื่องที่จะพูดวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกิน ของหลาย ๆ ชาติอะ เนื่องจากเรา flatmate ของเรามาจากหลายประเทศเหลือเกิน แต่ละประเทศก็มีวัฒนธรรมที่ต่างกันออกไป
แน่นอน คนไทยเรากินด้วยช้อนกับส้อม ไม่ว่าจะกินข้าว พาสต้า ฯลฯ ยกเว้นบ้างเวลากินก๋วยเตี๋ยวก็อาจใช้ตะเกียบ
ต่อมาที่ใกล้ตัวที่สุดก็เป็นคนจีน ไต้หวัน พวกนี้มีตะเกียบคู่นึงก็กินได้ทุกอย่างแล้ว
ต่อมาก็เป็นปาเลสไตน์ ไนจีเรีย และฝรั่งโดยทั่ว ๆ ไป ใช้ส้อมคันนึงกินทุกอย่างแม้กระทั่งข้าว
และชาติสุดท้ายที่น่าอิจฉาเล็ก ๆ เพราะว่าไม่ต้องล้างจานเยอะ ก็คืออินเดีย เค้าใช้มือกินกัน :D เอามือบิโรตี หรือขนมปังที่เรียกว่า Naan แล้วก็กินกับพวกแกงกะหรี่ (ที่น้ำไม่เยอะเหมือนของเรา)
แอบคิดอยู่ว่าวันหลังจะขอแบ่งโรตีเค้าเอามาราดนมข้นหวานกินซะนี่ :D
แถมท้ายด้วยรูปลาซานญ่า บานานามัฟฟิ่น และสปาเก็ตตี้ คาร์โบนารา ฝีมือเราเอง อิอิ |
|
|