แฟ้มประวัติFon: Wisdom shall lead t...รูปถ่ายบล็อกรายการ เครื่องมือ วิธีใช้

บล็อก


06 มกราคม

ทำไมคนที่อาวุโสต่ำกว่าจึงต้องนั่งใกล้ประตู

แต่ก่อนก็เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับมารยาทของคนญี่ปุ่น เค้าก็บอกว่าคนที่อาวุโสมากต้องนั่งไกลจากประตูที่สุด แล้วก็ลดหลั่นกันไป อาวุโสน้อยสุดก็อยู่ใกล้ประตูที่สุด

ก็ฟังดูเป็นมารยาททางสังคมทั่วๆ ไป แต่เคยคิดไหมว่าทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้
(ตอน อ่านหนังสือเรายังคิดเลยว่า ปกติผนังตรงข้ามกับประตูจะมีรูปภาพตกแต่งแขวนเอาไว้ แต่ทำไมคนอาวุโสสูงถึงได้นั่งหันหลังให้รูปภาพ อดมองเห็นรูปภาพประดับเลย)

วันนี้เพิ่งได้คำตอบมาด้วยตัวเอง (อาจจะช้ากว่าคนอื่นแต่ก็อยากเอามาแบ่งปันกัน)

วันนี้ ไปกินข้าวกับคนที่บริษัท เราก็เข้าค่อนข้างเป็นคนแรกๆ ไม่ได้คิดอะไรมากก็เดินเข้าไปด้านในสุด แล้วคนก็เข้าตามๆ กันมาก็เลยเลยตามเลย โต๊ะก็เป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตอนแรกยังคิดเลยว่านั่งตรงนี้ตักอาหารยากแฮะ อยู่ไกลที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่นั่งกลางๆ โต๊ะต้องคอยตักอาหารให้เรา ทั้งๆ ที่เค้าก็เป็นเจ้านายเรา ส่วนคนที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดต้องคอยเรียกบริกรให้ เวลามีคนอยากสั่งอาหารเพิ่ม

ก็เลยเข้าใจตอนนั้นเองว่าคนที่อยู่ใกล้ ประตู จะถูกใช้งานมากที่สุด เพราะฉะนั้นจึงควรเป็นผู้ที่มีอาวุโสน้อยที่สุด จะได้บริการได้เต็มที่
02 มกราคม

ขยะ เรื่องที่ถูกมองข้าม

ขยะ ถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆ ที่จริงแล้ว เราผลิตขยะอยู่ทุกวันจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา
 
เวลาไปซื้อของจากห้างสรรพสินค้าต่างๆ ถุงกระดาษ ถุงพลาสติกที่ได้มา มักจะมีเขียนไว้ว่าผลิตจากวัสดุรีไซเคิล
แต่เคยสงสัยไหมว่า ในเมื่อเราไม่ได้แยกขยะก่อนทิ้งเลย แล้วเค้าเอาอะไรไปรีไซเคิลเพื่อผลิตถุงเหล่านี้
 
คนไทยไม่มีนิสัยแยกขยะ เพราะไม่รู้ว่าหลังจากการทิ้งของเรา ขยะจะถูกนำไปทำอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะเราทิ้งกระดาษ หรือกล่องพลาสติกดีๆ รวมไปกับขยะเปียก ซึ่งทำให้กระดาษหรือพลาสติกเหล่านั้นเปรอะเปื้อนและนำไปรีไซเคิลต่อได้ยาก
 
โดยส่วนตัวแล้ว เป็นคนชอบแยกขยะก่อนทิ้งตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทย แต่ก็ทำได้แค่ระดับตัวเอง พอได้มาอยู่ที่ญี่ปุ่นก็เลยชอบระบบการแยกขยะก่อนทิ้งของญี่ปุ่น เพราะเรารู้ว่าขยะที่เราแยกไว้ จะถูกนำเอาไปรีไซเคิลจริงๆ
 
อยากจะให้เมืองไทยมีระบบรีไซเคิลที่ดี แต่จะรอหน่วยงานราชการก็คงอีกนาน
ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างเริ่มจากตัวเราได้ อย่างน้อยก็แยกขยะในบ้าน ลองทิ้งขยะรีไซเคิลได้ในถุงใส แล้วหวังว่าคนที่มีอาชีพขายของเก่าจะมาพบแล้วนำมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
12 พฤษภาคม

action = reaction

"เมื่อมีใครออกแรงมาแล้วเราต้านไว้ นั่นคือเราก็ออกแรงเท่ากับเขา
และเช่นเดียวกันเมื่อเราต่อต้านวัตถุนิยมเราก็ย่อมเป็นพวกวัตถุนิยมอย่างหนึ่ง"
 
จากคอลัมน์"คุยกับประภาส"
มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙
16 ธันวาคม

ก่อนที่จะคิดเปลี่ยนคนอื่น จงเปลี่ยนตัวเองก่อน

ถ้าต่างฝ่ายต่างตั้งอยู่บนเจตนาที่จะ ปรับความเข้าใจ กันเสียแล้ว
ปัญหาก็จะคลี่คลายลงได้ในเวลาไม่ช้า 
แต่ถ้าคิดจะ เปลี่ยนความเข้าใจ คนอื่นให้เป็นเหมือนตน 
ปัญหาย่อมเกิดขึ้นไม่จบสิ้น 
 
ที่มา นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ ๓๑ ประจำวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐
http://dungtrin.com/mag/
09 เมษายน

เก็บความคิดเกี่ยวกับการทำงาน

ได้ดูหนัง Spirited Away เมื่อไม่นานมานี้ ดูแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่าหนังอยากจะสื่ออะไรบ้าง จนกระทั่งมีคนมาเฉลยให้ฟัง
 
มีหลายประเด็นที่น่าสนใจเลยที่เดียว จะขอยกมาเป็นข้อเลยละกัน
 
ข้อแรกก็คือ คนเราต้องทำงาน จะอย่างไรก็ต้องหางานทำให้ได้ ถ้าไม่ทำงานก็เป็นเหมือนสัตว์ (ในเรื่องก็คือหมูนั่นเอง)
 
อีกข้อก็คือ คนเราพอทำงานไปแล้ว มักจะลืมตัวตน ลืมความฝันที่แท้จริงของตนเองไป (ในเรื่องก็คือการที่จิอิโรลืมชื่อจริงของตัวเองไป ถ้าไม่ได้ฮาคุช่วยบอกไว้)
 
ข้อสองนี่รู้สึกโดนมาก ๆ เลย เพราะขนาดทำงานได้ไม่ทันไร ก็รู้สึกว่าเวลาที่หมดไป 8 ชั่วโมงต่อวันมันเยอะทีเดียว กลับมาถึงบ้าน ทำนู่นทำนี่ก็หมดเวลาแล้ว ความฝัน ความตั้งใจที่เคยคิดไว้ก่อนเริ่มทำงานก็ชักจะเลือนหายไป
 
อยากจะจดความรู้สึกช่วงเริ่มทำงานใหม่ ๆ เอาไว้ คือมันก็เป็นสภาพใหม่ ๆ เลยนะ จากเดิมที่เป็นนักเรียนมาสิบ ๆ ปี ก็ต้องมาเข้าสู่ชีวิตการทำงานในบริษัท ความรู้สึกแรกคือไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่าการทำงาน บริษัททำเพื่อผลประกอบการมากเกินไป จนรู้สึกว่าไม่ค่อยมีความจริงใจเท่าไหร่
 
ทำให้หวนนึกถึงอาจารย์หลาย ๆ ท่าน คิดแล้วก็รู้สึกดีนะ อาชีพครูไม่ใช่อาชีพที่ได้เงินมากมาย แต่เป็นอาชีพที่ทำเพื่อคนอื่นอย่างแท้จริง ลูกศิษย์ประสบความสำเร็จก็ดีใจด้วยใจจริง
 
จากนี้ไปจะทำอะไรดี...
28 มีนาคม

Sincerity matters

 
 
If people behaved badly towards you, it didn't mean that they meant to be bad,
but because they were as foolish, as human as the rest of us.
 
 
17 กุมภาพันธ์

อยู่กับอดีตหรือปัจจุบัน

เคยบ้างไหมเวลาเดิน ๆ อยู่ตามถนนแล้วมีคนเดินมาชนเราแล้วจากไปโดยไม่ได้ขอโทษ แล้วเราก็เก็บมาคิดในใจว่าทำไมเป็นคนไม่มีมารยาทจัง ชนแล้วก็ไม่ขอโทษด้วย

จริง ๆ แล้วช่วงเวลาที่เค้ามาชนเรานั้นสั้นเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นเอง แต่ความทุกข์ที่เราเก็บมาคิดในใจนั้นยังคงอยู่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแล้ว 5 นาทีหรือ 10 นาทีก็ตาม

ถ้าเราฉุกคิดทันว่าชนแล้วก็แล้วกันไป ความทุกข์ที่เกิดก็คงจะสั้น ๆ เพียงแค่ช่วงวินาทีที่เรารู้สึกเจ็บเพราะโดนชน แต่หลังจากนั้นเราก็จะไม่รู้สึกทุกข์กับมันอีก

ชีวิตคนเราในวันหนึ่ง ๆ มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพียงแต่เราจะรู้ตัวทันหรือเปล่าเท่านั้นเอง บางเรื่องเก็บมาคิดมาก 5 นาทีก็หาย แต่บางเรื่องเรากลับเก็บมันมาคิดแล้วคิดอีก ทั้ง ๆ ที่ถ้าเราไม่คิดก็จะไม่มีความทุกข์เกิดขึ้น

อดีตเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เรียนรู้จากมัน แต่อย่ายึดถือมันมากเกินไป ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดดีกว่า

---------------

เป็นเรื่องที่เคยได้อ่านมา จำเรื่องจริง ๆ ไม่ค่อยได้ แต่เค้าโครงประมาณนี้น่ะ คิดว่าเป็นเรื่องที่เตือนใจได้ดีเลย

07 มกราคม

สวัสดีปีใหม่

ไม่ได้มาอัปบล็อกซะนาน ข้ออ้างก็คือไม่มีเวลา - -"
 
ไหน ๆ ก็ปีใหม่ทั้งที ก็ขอให้ทุก ๆ คนมีสติอยู่กับตัวทุกเวลา จะได้รู้ทันความทุกข์และป้องกันไม่ให้มันเกิดได้นะ
05 พฤศจิกายน

ความเร็วของชีวิต

วันนี้ได้มีโอกาสขับรถหลังจากที่ไม่ได้ขับมาปีกว่า ถึงแม้จำทางที่ขับได้ แต่ก็ขับช้า ๆ เสียมากกว่าเพราะยังไม่ค่อยชิน แต่พอออกถนนไปได้สักพักก็รู้สึกว่าต้องขับให้เร็วขึ้น
 
เลยนึกถึงที่พ่อสอนได้ว่า เวลาขับรถไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวว่าความเร็วเท่าไหร่ถึงจะเร็วไปหรือช้าไป มีแต่ความเร็วที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ ซึ่งขึ้นกับความปลอดภัย อย่างเช่นการขับรถในซอยหรือหมู่บ้าน ขับเร็วไปก็ไม่ดีเพราะอาจมีคนเดินตัดหน้าได้ ส่วนการขับรถบนมอเตอร์เวย์หรือทางด่วน ขับช้าเกินไปก็ไม่ได้ หรือเวลาจะแซงเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องเร่งเครื่องให้เร็วพอที่จะไม่ให้รถเลนขวาคันหลังต้องชะลอ
 
ก็เหมือนกับชีวิตของคนเรา ไม่มีใครบอกได้ว่ามีเงินเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จในการงาน มีเงินน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่นแต่ก็มีพอใช้ไม่ลำบาก มีเงินมากเพราะธุรกิจจำเป็นต้องมีเงินหมุนเวียนสูง
 
ในที่สุดแล้วจำนวนเงินก็เป็นแค่สิ่งที่คนอื่นมองเห็นจากภายนอก แต่ภายในใจเราแล้วไม่มีใครจะมารู้ได้ เพราะฉะนั้นอย่าลืมหมั่นดูใจของเราบ่อย ๆ ว่าตอนนี้สุขหรือทุกข์หรือเป็นอย่างไรอยู่
22 ตุลาคม

อร่อยหรือไม่อร่อย

เก้าโมงเช้าวันอาทิตย์
 
กริ๊ง กริ๊ง...
 
"ฮัลโหล เออ ว่าไง"
"วันนี้มีนัดหรือยังวะ"
"ยัง ทำไมเหรอ"
"เคยไปกินที่ร้าน xx หรือเปล่า เค้าว่าแพงใช้ได้ แต่ก็อร่อยมากเลยว่ะ"
"ยังเลยว่ะ"
"งั้นต้องลองแล้ว ไปเจอกันซักสิบเอ็ดโมง คนยังไม่เยอะ จะได้ไม่ต้องรอนาน"
"เออ ก็ได้ ๆ"
 
๑๑ โมง ที่ร้านอาหาร
 
"ลองสั่งนี่ดูละกัน เห็นว่าเป็นเมนูแนะนำของร้าน"
"ยังไม่ค่อยหิวเลย อยากสั่งอะไรก็สั่งมาละกัน"
 
สองชั่วโมงผ่านไป
 
"น้อง ๆ เช็กบิลด้วย"

...

"ทั้งหมดสามพันสองร้อยเจ็ดสิบสามบาทค่ะ"

...
 
นอกร้าน

"แกคิดว่าอาหารที่นี่อร่อยจริงเหรอวะ"
"ก็เออสิ ไม่เห็นเหรอเค้าโฆษณาว่าปูสั่งมาสด ๆ จากอลาสก้าทุกวันเลยนะ สมราคาออก"
 
...อาหารก็งั้น ๆ แหละ ทำไมทุกคนต้องมาแย่งกันกินด้วยนะ มาตั้งแต่สิบเอ็ดโมงยังไม่ทันหิวเลย แพงก็แพง...
 
______________________________

แปดโมงครึ่งวันจันทร์
 
เจ้านาย: "วันนี้เราเพิ่งได้ออเดอร์จากลูกค้ามา กำชับว่าด่วนมาก ผมอยากให้ทุกคนเร่งมือหน่อย"
 
...
 
...หิวจัง ตายล่ะ เที่ยงครึ่งแล้ว ลงไปตอนนี้ร้านอาหารเต็มหมดแล้วแหง ๆ...
 
ด้านล่าง
 
...ร้านอื่นเต็มหมดแล้ว เหลือแต่ร้านบะหมี่ร้านนี้ ไม่เคยกินเลย มีแต่คนบอกว่าไม่อร่อย แต่ก็เอาวะ ไม่มีทางเลือกแล้ว...
 
ระหว่างเดินเข้าร้าน
 
...คิดถูกหรือเปล่าวะเนี่ย ขนาดร้านอื่นคนแน่น ร้านนี้ยังไม่ค่อยมีคนเลย แต่ทำไงได้ หิวจะตายอยู่แล้ว...
 
"น้อง ๆ เอาบะหมี่หมูแดงชามนึง"
 
...
 
"บะหมี่หมูแดงค่ะ"
"ขอบคุณครับ"
 
...บะหมี่มันก็อร่อยนี่หว่า ใครบอกว่าไม่อร่อยวะ...
 
"คิดเงินด้วยครับ"
"สามสิบเอ็ดบาทค่ะ"
 
_______________________________
 

 ความอร่อย ขึ้นกับราคาอาหาร หรือขึ้นกับความหิวของคนเรากันแน่นะ
 
 
_______________________________
03 ตุลาคม

กาลามสูตร

       ๑. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่บอกต่อๆกันมา
       ๒. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เขาได้ทำตามๆกันมา(ประเพณี)
       ๓. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า มันเล่าลือกันกระฉ่อนไปหมดแล้วว่าเป็นความจริง
       ๔. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า มันมีอ้างอยู่ในปิฎก(คัมภีร์,ตำรา)
       ๕. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า เป็นตรรก หรือการคำนวณ
       ๖. อย่าได้เชื่อโดยการอนุมานเทียบเคียง หรือคาดคะเนเอาเอง
       ๗. อย่าได้เชื่อโดยการตรึกตรองเอาตามอาการ
       ๘. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า มันเข้ากันได้กับลัทธิความเชื่อ และทฤษฎีของตน
       ๙. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า รูปร่างลักษณะน่าเชื่อถือ
     ๑๐. อย่าได้เชื่อโดยเหตุสักว่า ผู้สอนเป็นครูเป็นอาจารย์ของเรา
 
29 กันยายน

บทเรียนบทหนึ่ง : ความคิดกับสิ่งของ

ได้ไปทำงานพิเศษในอังกฤษ เลยทำให้ได้มุมมองใหม่ ๆ มา อย่างแรกก็คือ จำนวนเงินที่หามาได้ต่อวันนั้นดูเยอะเมื่อคิดเป็นเงิน
บาท (อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 5 ปอนด์เศษ ๆ (ประมาณ 350 บาท) ต่อชั่วโมง) แต่เงินที่ได้มาง่ายก็ใช้ไปง่าย พอหาเงินมาได้สมมติ
วันนึง 30 ปอนด์ เสื้อตัวละ 25 ปอนด์ก็ดูไม่แพงขึ้นมาทันที ทั้ง ๆ ที่พอคูณเป็นเงินไทยแล้ว เสื้อราคาตั้งเกือบสองพันบาท เงิน
จำนวนนี้ในเมืองไทยเอาไปทำอะไรได้ตั้งเยอะแยะ
 
ก็เลยทำให้ได้ข้อเปรียบเทียบระหว่างบ้านเรากับฝั่งตะวันตก อิทธิพลของตะวันตกต่อคนไทยนั้นมีมากเสียจริง ในขณะที่คนไทย
ต้องเก็บเงินเป็นเดือนเพื่อจะซื้อของแพง ๆ มียี่ห้อมาใช้อวดกัน ในสายตาของฝรั่งแล้ว ของระดับนี้(ไม่นับยี่ห้อที่แพงเว่อร์ ๆ)
เค้าทำงานไม่กี่วันก็มีเงินมาซื้อได้
 
จะยกตัวอย่างที่เห็นชัดตอนอยู่อังกฤษคือ iPod ฝรั่งเค้าจะขนานนามเด็กยุคนี้ว่าเป็น iPod generation เพราะไปที่ไหน ๆ เด็ก
ส่วนใหญ่ก็ฟังเพลงกันหูขาว ๆ คิดไปคิดมามันก็ไม่แปลก iPod เครื่องนึงตีซะว่า 7000 บาท ก็คือ 100 ปอนด์ ถ้าทำงานพิเศษ
วันละ 4 ชั่วโมง ทำงาน 5 วันก็ซื้อได้แล้ว แล้วเด็กไทยล่ะ? ถ้าจะตั้งใจทำงานพิเศษเพื่อเก็บเงินซื้อจริง ๆ ต้องทำงาน 280 ชั่วโมง
(คิดที่ชั่วโมงละ 25 บาท) ถ้าทำวันละ 4 ชั่วโมงต้องใช้เวลา 40 วันถึงจะมีเงิน 7000
 
ทำให้นึกถึงห้างหรู ๆ ขึ้นมาทันที ในเมื่อเมืองไทยมีค่าครองชีพที่น้อยกว่าตะวันตก แล้วทำไมเราต้องวิ่งตามฝรั่ง ต้องหาซื้อของ
ใช้มียี่ห้อมาใช้ ลองเปิดดูโฆษณาในหนังสือพิมพ์ก็จะมีแต่โฆษณาของห้างหรู ๆ ลดราคา 20% มั่ง 30% มั่ง แต่ถึงลดแล้วราคา
ของใช้นั้นก็มากกว่าจำนวนเงินที่คนไทยส่วนใหญ่หาได้ในหนึ่งวันอยู่ดี
 
ที่เขียนมาทั้งหมดนี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้ของแพงไม่ได้ แน่นอนว่าของมีราคาบางอย่างก็มีคุณภาพดีกว่า การเลือกซื้อ
ของอย่างหนึ่งก็ต้องพิจารณาหลาย ๆ ด้าน แต่ที่อยากจะบอกก็คืออย่าให้เราตกเป็นทาสของสิ่งนั้น หมายความว่าเราต้องเป็นทุกข์
ในการไปหามันมาครอบครอง ได้มาแล้วก็เป็นทุกข์อีกว่าเวลาใช้คนอื่นเค้าจะรู้มั้ยนะว่าของมันราคาแพง
 
ในทางตรงกันข้าม เราต้องเป็นนายมัน อย่าไปยึดว่ามันเป็นตัวเรา แต่ให้รู้ว่ามันทำประโยชน์อะไรให้เราได้บ้าง อาจจะฟังดูยาก แต่ค่อย ๆ ฝึกไป ทุกอย่างอยู่ที่ใจเรา
27 สิงหาคม

เหตุเกิดบนรถไฟฟ้า

วันหนึ่งขณะกำลังจะขึ้นรถไฟฟ้า
 
"ดีจัง ขึ้นตั้งแต่ต้นทางเลยมีที่นั่ง"
 
... นั่งไปซักสองสถานี มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามา
 
ด้านดี "เค้าดูมีอายุพอสมควรนะ ลุกให้เค้านั่งเร็ว"
ด้านร้าย "แต่โน้ตบุคเราหนักนะ แล้วผู้ชายคนข้าง ๆ เราก็ยังไม่ลุกเลย"
 
ด้านดี "ดูสิ เค้าถือกระเป๋าใบใหญ่ ท่าทางหนักน่าดู"
ด้านร้าย "ผู้ชายฝั่งตรงข้ามแกล้งทำเป็นหลับแล้วเห็นมั้ย"
 
"...เค้าแต่งตัวคล้าย ๆ แม่เราเลย นี่ถ้าแม่เราขึ้นรถไฟฟ้า จะมีใครลุกให้นั่งมั้ยนะ"
 
คิดได้เท่านั้นตัวก็ลุกขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่มีด้านดีด้านร้ายเถียงกันแล้ว รู้แต่ว่าถ้าแม่เราขึ้นรถไฟฟ้า เราก็จะต้องลุกให้แน่นอน...