แฟ้มประวัติFon: Wisdom shall lead t...รูปถ่ายบล็อกรายการ เครื่องมือ วิธีใช้

บล็อก


26 พฤษภาคม

ข้าวต้มปลาแซลมอน

ไม่ได้ทำอาหารตั้งนาน เมนูนี้ได้ไอเดียมาจากวันก่อนที่ไปกินข้าวที่ร้านซากุระ แล้วก็สั่งเมนูนี้มากิน เฟอร์ดู ๆ แล้วก็ไม่น่าจะทำยาก มีทั้งผักทั้งปลาแซลมอน (ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น) ก็เลยลองมาทำเอง
 
เริ่มจากส่วนประกอบ มีปลาแซลมอน (ซื้อที่วิลล่า มาร์เก็ต ถูกกว่าพารากอนตั้งโลละ 200 บาท แต่มาจากคนละแหล่งกันน่ะ)

ผักก็ตามชอบ ที่ใช้วันนี้มีแครอท (ซื้อแบบ organic มาด้วย สำหรับแครอทราคาก็ไม่ได้แพงกว่าแบบธรรมดามาก แต่ความอร่อยต่างกันเยอะ)
กะหล่ำปลี (ใช้จริงแค่ 1/3) ข้าวโพดอ่อน หัวหอม (ครึ่งหัว)

แล้วก็มีปลาโออบแห้ง ไว้ทำน้ำซุป
 
เริ่มจากต้มน้ำให้เดือด ใส่ปลาโออบแห้งลงไป (ทั้งถุงนี้ 29 บาท) ต้มซักพัก แล้วก็กรองเอากากออก เหลือแต่น้ำซุปพักไว้
 
จากนั้นก็หั่นผักขนาดตามชอบ เวลาหั่นข้าวโพดอ่อน ถ้ามีดไม่คมหรือหั่นไม่ดีข้าวโพดจะแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ เคล็ดลับคือต้องใช้ความคมของมีดให้เต็มที่ หั่นทีเดียวให้ขาด อย่าหั่นหลาย ๆ ที (แถว ๆ ด้ามมีดจะคมกว่าที่อื่นเพราะเป็นบริเวณที่เราไม่ค่อยใช้)
 
แล้วก็ผัดหัวหอมในกระทะให้หอม ตามด้วยแครอทและข้าวโพดอ่อน สุดท้ายก็ทอดปลาแซลมอนพอให้ด้านนอกสุก
 
 
แล้วก็เอาน้ำซุปที่ทำไว้มาต้มอีกครั้ง ใส่ข้าวสวยลงไป ต้มจนเม็ดข้าวเริ่มแตก
 
 
 แล้วก็ใส่ผัก คน ๆ ให้ดี (ถึงตอนนี้น้ำซุปจืดไป เลยเติมคนอร์ไปอีกก้อน) ปลาแซลมอนที่ทอดไว้แล้วใส่เป็นอย่างสุดท้าย เอาปลาลงไปไว้ด้านล่าง ๆ แล้วก็ปิดไฟ
 
 
 
เท่านี่เองก็ได้อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ใช้น้ำมันน้อย มีทั้งผักและปลา ปลาแซลมอนมี Omega-3 ด้วยนะ
 
 
08 กรกฎาคม

หัดทำข้าวห่อสาหร่าย

หมู่นี้สงสัยจะว่างจัด วันก่อนก็ไปบ้านเพื่อนคนญี่ปุ่นเรียนวิธีทำข้าวกล่องสำหรับอาหารกลางวัน เมื่อวานก็มีเพื่อนมาทำมัฟฟินกัน ส่วนวันนี้เพิ่งไปหัดทำข้าวห่อสาหร่ายมา เป็นครั้งแรกที่ทำไข่หวานเลยนะเนี่ย (ของโปรดเราเลย ทำไมอยู่อังกฤษมาตั้งนานเพิ่งจะมาทำเป็นเอาตอนนี้ก็ไม่รู้)
 
วิธีการทำขั้นแรกก็หุงข้าวก่อน ระหว่างนั้นเราก็มาทำไข่หวานกัน ส่วนผสมก็กะ ๆ เอาอะนะ ไข่ 1 ฟอง น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ (เยอะมาก) เกลือนิดหน่อย ตี ๆ ให้น้ำตาลละลายดีแล้วก็ลงมือทำ
 
เค้าบอกว่าถ้าที่ญี่ปุ่นก็จะมีกระทะเป็นสี่เหลี่ยมไว้สำหรับทำไข่หวานโดยเฉพาะ แต่ที่นี่ไม่มี เพราะฉะนั้นตรงขอบก็จะไม่ค่อยสวย แต่ไม่เป็นไร เราขอแค่กินได้ก็พอ 555
 
อืม เค้าใช้ตะเกียบในการทำอาหารนะ ตะเกียบคู่นึงทำได้เกือบทุกอย่าง อันนี้เราแอบสังเกตมานานแล้วเพราะเพื่อนเราที่เป็นคนไต้หวันก็ใช้แค่ตะเกียบทำกับข้าว เราแทบไม่เคยเห็นเค้าใช้ทัพพีหรือตะหลิวเลย (สังเกตได้จากที่คว่ำจาน ช่องที่ใส่พวกช้อนส้อมมีแต่ช้อนส้อม ตะหลิว ทัพพีของเรา ของเค้ามีแค่ตะเกียบคู่เดียว - -" )
 
พอข้าวสุกก็มาใส่ rice vinegar กับมิริน (หรือน้ำตาลก็ได้) เค้าก็กะ ๆ เอาอีกนั่นแหละ เค้าบอกว่าปกติจะคลุกข้าวในชามที่ทำจากไม้ เพราะไม้จะดูดซับน้ำไป แต่เราคลุกในหม้อสเตนเลส ก็เลยต้องเอาไปตั้งไฟอ่อน ๆ เพื่อให้น้ำส่วนเกินระเหยออกไป (คล้าย ๆ กับดงข้าวน่ะแหละ)
 
ไส้ข้าวห่อสาหร่ายอีกอย่างก็คือเห็ดหอม ก่อนอื่นก็เอาเห็ดหอมแช่น้ำซักพักแล้วตัดส่วนที่เป็นโคนแข็ง ๆ ออกไป แล้วก็เอาไปเคี่ยวไฟอ่อน ๆ โดยเติมน้ำ น้ำตาล และโชยุ (Kikkoman) ลงไป ปิดฝาทิ้งไว้พักใหญ่ ๆ ระหว่างนั้นก็เปิดฝามาคน ๆ ดู ชิมรสชาติว่าได้หรือยัง
 
ไส้อื่น ๆ ก็มีปูอัด (made in Thailand) ไส้กรอกกับถั่วฝักยาวต้ม (ไม่รู้จะเรียกว่าถั่วฝักยาวได้หรือเปล่าอะ คือไม่เหมือนกับถั่วฝักยาวที่เมืองไทยอะ) พวกไส้พวกนี้พอเตรียมเสร็จแล้วก็เอาไปแช่ตู้เย็นซักพักพอให้เย็น พร้อมแล้วเราก็จะมาม้วนข้าวห่อสาหร่ายกัน
 
 
 
เราก็ประยุกต์กันต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยการม้วนบนพลาสติกใส ก่อนอื่นก็โปะข้าวลงไป เกลี่ย ๆ ให้เท่ากันและเสมอกับขอบสาหร่าย โดยเว้นที่ตรงปลายไว้ประมาณ 1 นิ้วนิด ๆ
 
 
 
จากนั้นก็บรรจงเรียงไส้ต่าง ๆ แอบมีเคล็ดลับว่าเวลาวางปูอัด ให้วางด้านที่เป็นสีแดงลงไปบนข้าว เพราะสีแดงจะได้ตัดกับสีขาวของข้าว :)
 
 
 
ตอนจะม้วนก็ต้องพยายามบีบให้ไส้แน่น ๆ เวลาตัดจะได้ไม่หลุด และเคล็ดลับอีกอย่างคือข้าวส่วนที่อยู่ตรงนิ้วโป้งเรา(ส่วนที่ใกล้ตัวเรา) ต้องพยายามม้วนมันให้ไปแตะกับข้าวส่วนที่เหลือให้ได้ มันจะได้ติดกันดี (ถ้าข้าวส่วนที่อยู่ใกล้ตัวเราไม่ไปแตะข้าวอีกส่วน มันจะหลุดง่ายเวลาตัด)
 
 
 
เสร็จแล้ว ก็นำมาตัด เพื่อนเราบอกว่ามีดที่มาใช้ตัดควรจะมีรอยหยักนิดหน่อย จะเหมาะกับการตัดสาหร่ายก่อนอื่นก็ตัดส่วนปลายที่ไม่ค่อยสวยทิ้งไปก่อน (เอามาแอบกินเองก่อนนั่นเอง 555) จากนั้นก็จัดการตัดส่วนที่เหลือให้ได้ขนาดพอเหมาะ(พอกิน) และแล้วก็สำเร็จพร้อมรับประทาน
 
เขียนแล้วหิว ไปเอามากินอีกดีกว่า... :D
03 มีนาคม

วีดีโอสอนทำอาหารไทย

ไปเจอเว็บนี้มา
 
 
 
เปิดไปดูเค้ามีให้ดาวน์โหลดวีดีโอทำอาหารไทย ก็เลยลองโหลดมาดูเล่น ๆ อันนึง ตอนแรกเราก็นึกว่าจะเป็นแบบสอนทำอาหารเป็นทางการ มีครัวสวย ๆ เป็นฉาก เปล่าเลยแฮะ เค้าเล่นไปถ่ายจากร้านอาหารตามสั่งทั่วไป คนทำก็ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลย ทำตามปกติ เครื่องปรุงเติมแล้วขาดก็เติมอีกได้ เรียกว่าไม่มีบอกว่าต้องเติมอะไรกี่ช้อนโต๊ะหรอก เป็นการทำอาหารที่แท้จริง ใช้ความรู้สึกเอา
 
ยิ่งวีดีโอสอนทำ iced coffee นี่ชอบมาก เค้าถ่ายวีดีโอจากรถเข็นคุณลุงคนหนึ่ง ดูแล้วได้บรรยากาศจริง ๆ
 
อ้อ คนทำเค้ายังใส่ดนตรีไทยเป็นเพลงประกอบด้วย เพราะดี
 
ดูแล้วหิวเลย - -"
09 กุมภาพันธ์

Today is my day for cooking!

ว่าจะเว้นจากการเขียนเรื่องของกินก็อดไม่ได้ วันนี้ตั้งใจว่าเรียนเสร็จจะกลับมาทำมัฟฟินช็อคโกแล็ตที่เมื่อคืนหาสูตรไว้ ดูวิธีทำแล้วก็ไม่มีอะไรยาก ผสม ๆ คน ๆ ออกมาเอาเข้าเตาอบก็ลุ้นว่าจะออกมาดีหรือเปล่า (แบบว่าสุกโดยที่หน้าไม่ไหม้)
 
อบไป 30 นาทีครบตามเวลาก็มาดู เอาส้อมจิ้มเข้าไป เอ๊ะ สุกแฮะ (ไม่มีอะไรติดส้อมออกมาแปลว่าสุก) ขั้นต่อไปก็ต้องชิมหน่อย โห เนื้อมัฟฟินนุ่มมาก ๆ หอมกลิ่นช็อคโกแล็ต
 
อ้ำ...
 
 
 
เรื่องยังไม่จบแค่นี้ หลังจากกินมัฟฟินไปสองชิ้น ก็ได้เวลาทำอาหารเย็น วันนี้ตั้งใจว่าจะทำแกงกะหรี่(แบบไทย) ซื้อเครื่องแกงมาหลายเดือนแล้วยังไม่เคยทำซะที เหตุผลที่คิดจะทำก็เพราะว่าเบื่ออาหารที่กินอยู่ทุกวัน อยู่ ๆ ก็อยากลองทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง
 
ทำตามวิธีทำข้างกระป๋อง แค่ใส่เครื่องแกงลงไปผัดกับน้ำมันก็รู้สึกว่าหอมมาก พอใส่สะโพกไก่ลงไปก็หอมสุด ๆ จากนั้นก็เทน้ำกะทิ ตั้งไฟรอไก่สุก (ใส่มันฝรั่งกับหัวหอมไปด้วย)
 
กลิ่นหอมอีกแล้ว แฟลตเมตชาวปาเลสไตน์เดินเข้ามาก็ชม เราเลยให้เค้าชิม เค้าก็บอกว่าจะไปซื้อน้ำกะทิมาทำมั่ง (แลกกัน เมื่อเช้าเค้าสอนเราทำพิซซ่า เราก็สอนเค้าทำอาหารไทยมั่ง)
 
ยังไม่จบแค่นั้น เราก็ตักมาแค่จะกิน (กินซะเกลี้ยงเลยที่ตักมา น้ำกะทิทั้งนั้น - -" เสียอุดมการณ์ที่จะไม่กินอาหารไขมันสูงหมด) ที่เหลืออยู่ในหม้อเปิดฝาแง้ม ๆ ไว้ พอเรากินเสร็จเอาจานกลับไปในครัวจะล้าง แฟลตเมตไต้หวันกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวถามเราว่า แกงที่เราทำเนี่ยทำยังไง หอมมาก ๆ (ขนาดอยู่ในหม้อเฉย ๆ นะเนี่ย อิอิ) เราก็เลยเอากระป๋องเครื่องแกงให้เค้าดู เค้าก็บอกว่าซื้อที่ Chinese supermarket ใช่มั้ย เราก็ใช่ ๆ อธิบายไปว่าอยู่ตรงไหน เค้าก็บอกพรุ่งนี้จะไปซื้อมาลองทำเลย (วัยรุ่นใจร้อนจริง ๆ)
 
แล้วเราก็เอาสูตรทำ soft cookies ให้เค้า (เค้าอยากลองทำ) เราก็เลยแถมสูตรมัฟฟินวันนี้ พร้อมกับมัฟฟินตัวจริงให้ด้วย เค้าก็บอกอีกว่าอร่อยมาก ๆ ต้องทำแน่นอน :D
 
สรุปแล้ววันนี้ทำอะไรก็อร่อยไปหมด เป็นการชดเชยที่ตอนกลางวันไปซื้อของในซูเปอร์ ใช้บัตรเดบิตจ่ายตังค์แล้วขอ cashback 10 ปอนด์แล้วไม่ได้ตังค์ (แคชเชียร์ก็ลืม เราก็ลืม สิบปอนด์เลยหายไปฟรี ๆ เลย เป็นความไม่รอบคอบของตัวเองจริง ๆ)
 
จบละ ไปกินมัฟฟินอีกอันดีกว่า
 
ปล. เพื่อน ๆ ที่เมืองไทยรอเรากลับไปทำให้กินละกันนะ เพราะว่าเฟอร์ไม่ชอบกินมัฟฟินอะ (ที soft cookies ทำทีละตั้งเยอะ )
08 กุมภาพันธ์

พิซซ่าโฮมเมด

จริง ๆ จะเรียกว่าโฮมเมดก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะว่าไม่ได้ทำแป้งเองอะ ซื้อแป้งสำเร็จรูปมา แต่หน้าพิซซ่านี่ทำเองนะ  จุดสำคัญอยู่ที่ทำซอสมะเขือเทศที่ทาบนแป้งพิซซ่า ก่อนใส่พวกแฮม เห็ด
 
อันนี้ไม่ได้คิดสูตรเอง แต่แฟลตเมตเราเคยทำแล้ว (อยู่บ้านเค้าทำเองทุกอย่างรวมทั้งแป้งด้วย) ก็เลยให้เค้าสอน
 
ไม่คิดว่ามันจะง่ายอย่างงี้ (แหงล่ะ ก็ไม่ได้ต้องนวดแป้งนี่นา) แค่ซื้อมะเขือเทศกระป๋อง เลือกแบบ with herbs แล้วมาตั้งไฟ เคี่ยวจนน้ำงวด ใส่เกลือ กับใบ thyme แห้ง (จะใส่พริกพวก paprika ก็ได้) แล้วก็เอาซอสนี้ไปทาบนแป้งพิซซ่า
 
ต่อมาก็เป็นการแต่งหน้าพิซซ่า เริ่มด้วยแฮม จากนั้นเป็นเห็ดกับพริกหวาน แถมด้วยมะกอกนิดหน่อยทำให้สีเขียวของมันตัดกับสีแดงของพริกหวานดูสวยงาม เอาไปอบซัก 5 นาที จากนั้นก็ใส่ชีส (อันนี้ไม่ได้ซื้อมอซซาเรลล่ามา เลยใช้เชดดาร์ไปก่อน) อบต่ออีก 2 นาทีพอชีสละลายก็เป็นอันเสร็จ
 
 
 
ถ้าพิซซ่าอันนี้มันยุ่งยากไป เราแนะนำหน้า Prawn cocktail (วิธีทำนี่คิดออกตอนนั่งเรียน antenna อยู่ ใจลอยไปไกลนะเนี่ย - -")
 
เป็นอาหารที่ทำเร็วมาก เอาแป้งพิซซ่ามาใส่น้ำสลัด Thousand Island โปะกุ้งกับปูอัดลงไปแล้วใส่เตาอบ ซักพักก็ใส่ชีส เสร็จแล้ว...
 
 
 
รูปไม่ค่อยสวยอะ ตอนทำหิวเลยไม่รอจนชีสละลาย
 
ต่อจากนี้ไม่ต้องง้อพิซซ่าถาดละ 6 ปอนด์แล้ว(เวลาไปกินตามร้าน) ทำเองซื้อแป้งมาแค่ 25 เพนซ์เอง มะเขือเทศกระป๋องก็ 25 เพนซ์ แฮม เห็ด พริกหวานก็รวม ๆ กันไม่ถึงหนึ่งปอนด์หรอก
06 กุมภาพันธ์

กะปิ : อันตรายในครัว

เมื่อวานไปได้สะตอมาจาก chinese supermarket ถ้าใครไม่รู้จักว่ามันหน้าตาเป็นยังไงก็เป็นเมล็ดสีเขียว ๆ อย่างนี้แหละ
 
 
 
ที่ซื้อมาก็เพราะว่าตอนอยู่เมืองไทยคุณย่าทำอร่อยมาก อยากจะลองทำมั่ง ราคาก็ 100g 1.25 ปอนด์ ถือว่าแพงพอสมควร
 
อีเมลไปให้พ่อถามสูตรมาให้ ได้สูตรมาเมื่อเย็นพร้อมความคิดถึงจากคุณย่าและคำกำชับว่ากลิ่นกะปิมันอาจจะเหม็นสำหรับฝรั่งนะ เราก็ค่ะ ๆ ในใจคิดว่าไม่เป็นไรหรอก แฟลตเรามีแต่คนเอเชีย คนไนจีเรียเค้าก็บอกว่ากลิ่นกะปิโอเค (ตอนนั้นมันยังไม่ได้ลงไปผัดมั้ง)
 
เลือกเวลาทำตอนห้าโมงเย็น กะว่าคนอื่นยังไม่มาทำกับข้าว ขณะที่ใส่น้ำมันในกระทะนั่นเอง คนอินเดียก็เดินเข้ามาในครัวบอกว่าหิวมาก แล้วก็ตั้งหม้อเตรียมจะหุงข้าว
 
น้ำมันในกระทะร้อนแล้ว เราก็ใส่กะปิคลุกกับกระเทียมกับพริกลงไปผัด ควันฉุยเลย ซักพักคนอินเดียก็ร้องออกมาว่า "oh my god!" - -" เค้าถามเราว่าเราใส่อะไรลงไป เราก็บอก "shrimp paste" แล้วเค้าก็ยัง oh my god ต่อไป เราก็เลยรีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างบานใหญ่ แต่กลิ่นมันก็ไม่ค่อยจางออกไปเท่าไหร่ (เครื่องดูดควันเปิดเต็มที่แต่แรกแล้ว)
 
ผัดหมูจนสุก ใส่สะตอลงไปผัด ๆ ก็เป็นอันเสร็จ กลิ่นก็จางลงไป...
 
หน้าตาออกมาไม่เหมือนที่คุณย่าทำเลยอะ ของเรามันแห้งมาก ๆ แต่รสชาติก็คล้าย ๆ (คิดเอาเอง คนเราทำเองกินเองก็เงี้ยแหละ :D ) กลับไปเมืองไทยต้องไปเรียนวิธีทำซะแล้ว
 
 
 
ปล. ได้ใบกะเพราของจริงมาแล้ว (ไม่ใช่ฮอราป้าแล้ว) กลิ่นมันต่างกันจริง ๆ ด้วยแหละ
ปล.2 สะตอ = peteh bean ชื่อแปลกจริง ๆ
01 กุมภาพันธ์

Soft cookies

วันก่อนทำ soft cookies (แบบของ Mrs.Fields อะ) อร่อย ๆ ทำออกมาทีได้ตั้ง 24 ชิ้น กินเอง 5-6 ชิ้น ที่เหลือไล่แจก flatmates
 
ส่วนที่เมืองไทยก็มีคนติดใจคุกกี้ของ Mrs.Fields พอรู้ว่าเราทำก็เอาสูตรไปทำมั่ง เอาไปแจกที่แล็บ IDAR แล็บคอนโทรล แต่ไม่ค่อยมีคนเชื่อว่าทำเอง
 
 
 
 
อันนี้ที่เราทำ ใช่ช็อคโลแล็ตชิพน้อยไปหน่อย ใครอยากกินช็อคโกแลตชิพเยอะ ๆ กินเวอร์ชั่นที่เมืองไทยไปก่อนละกัน
29 มกราคม

กะเพราไม่ใช่โหระพา :)

วันนี้ตั้งใจไปในเมืองจะไปซื้อใบกะเพรา ทำอาหารไปตั้งเยอะแยะ แต่ผัดกะเพราแค่นี้กลับไม่เคยทำ
 
ไปถึง Chinese Supermarket ก็คนเยอะดี เพราะเป็นวันเสาร์และวันตรุษจีนด้วย (เกี่ยวหรือเปล่า) ก็ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ด้วยละกันนะ ขอให้ได้แต๊ะเอียกันเยอะ ๆ อิอิ ส่วนของเราไม่รู้จะโดนน้องเก็บแต๊ะเอียเราไปใช้แทนรึเปล่านะเนี่ย
 
ที่แผงขายผักมีผักเต็มเลย คนก็เยอะ อารามดีใจว่าวันนี้มีใบกะเพรา (คราวก่อนมาแล้วมันไม่มี) เลยรีบหยิบมา หยิบผักบุ้งมาอีกถุงนึงด้วยแล้วก็ไปจ่ายตังค์
 
ขากลับแวะซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อหมูบดและพริกขี้หนู และของกินอื่น ๆ กลับมาถึงหอเอาของเก็บเข้าตู้เย็น เอ๊ะ ทำไมที่ถุงกะเพรามันเขียน Horapa หว่า อ้าว หยิบผิดมาซะแล้ว - -" (ความรู้ด้านผักไทยยังน้อยนัก)
 
ที่อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมือว่าวันนี้จะได้กินกะเพราก็เลยหมดไปโดยปริยาย ไม่เป็นไร เรามีหนังสือทำอาหารไทย มันต้องมีเมนูที่ใช้ใบโหระพาสิ เปิด ๆ ดูก็เป็นพวกแกงเขียวหวาน แต่เราไม่มีเครื่องแกงนิ แกงเผ็ดหน่อไม้ เอ อันนี้น่าสนใจ เปิดไปอีกก็เจอเนื้อผัดใบโหระพา อันนี้แหละใช่เลย (ไม่ใช่เพราะว่าอยากกินหรอก แต่วันนี้ซื้อเนื้อมาพอดี และในตู้เย็นเหลือหัวหอมครึ่งหัวจากเมื่อเช้า)
 
อารมณ์ตอนไปทำก็แบบว่า มันจะออกมารสชาติเป็นไงเนี่ย นึกไม่ออก มี flatmate คนไนจีเรียมายืนดูเราทำด้วยความสนใจ (ปรุงรสด้วยน้ำปลาและซอสหอยนางรม) เค้าไม่เหม็นน้ำปลานะ แถมบอกว่ากลิ่นคล้าย ๆ กับซอสของประเทศเค้าด้วย เราเลยหยิบกะปิมาให้เค้าดูอีกอัน เค้าก็บอกอันนี้กลิ่นยิ่งคล้ายกว่าอีก :D
 
เสร็จแล้ว เผ็ดนิดหน่อยเพราะใส่พริกด้วย (ปกติเราทำอะไรไม่ค่อยเผ็ดน่ะ)
 
 
 
อีกจานเป็นผัดผักบุ้ง อันนี้ flatmate บอกว่าผักอะไรยาวชะมัด :D (อันนี้กลับลืมใส่พริก - -")
 
 
 
แถมท้าย
โหระพา = sweet basil
กะเพรา = holy basil
ผักบุ้ง = water spinach (จีน ong choy)
05 มกราคม

ทอดมันราคาแพง

ใกล้จะสอบอยู่แล้วยังไม่วายหาเรื่องทำอาหารยาก ๆ (ก็ไม่ยากหรอกแต่ว่าใช้เวลาค่อนข้างนานอะ) เนื่องจากวันก่อนเดินในซุปเปอร์ผ่านเคาน์เตอร์ขายปลาแล้วเกิดอยากซื้อ (ไม่ได้อยากกินนะ) ก็เลยได้ปลา Haddock มา 2 ขีดกว่า ๆ ราคาเกือบ 2 ปอนด์
 
ซื้อมาแล้ว เอ ทำอะไรกับมันดี พลิกดูหนังสือทำอาหาร มีวิธีทำทอดมันด้วย เอาก็เอา แต่ทอดมันมันต้องมีถั่วฝักยาวกับใบมะกรูดนี่นา วันนี้ก็อุตส่าห์ไปซุปเปอร์จีน แต่ไม่มีแฮะ (จริง ๆ จะไปซื้อข้าว 5 กิโลอยู่แล้ว)
 
กลับมาก็เลยต้องทำทอดมันโดยใช้แต่เนื้อปลาล้วน ๆ ขั้นตอนก็ดูเหมือนจะไม่ยากอะไร สูตรบอกให้ปั่นเนื้อปลาให้ละเอียด เราก็กะจะใช้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ - -" ปรากฏว่าเราใช้ปลาน้อยไปไง เนื้อปลามันก็เลยไม่ลงใบโดนตัวใบพัด แต่ว่ามาติดอยู่ขอบ ๆ แทน (ก็คือปั่นไม่ได้น่ะแหละ)
 
ทำไงดี เลยมาใช้วิธีชาวบ้าน ก็เอาเนื้อปลามาสับ ๆ น่ะแหละ เพิ่งรู้ว่ามันสนุกแฮะ (เสียงมีดกระทบกับเขียงเนี่ย) พอสับละเอียดแล้วก็เติมน้ำพริกแกงเผ็ด (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Red curry นะ) (1 ช้อนชาต่อเนื้อปลา 150g) น้ำปลาอีก 1 ช้อนชา ไข่อีก 1/3 ฟอง (คือสูตรจริง ๆ เค้าใช้เนื้อปลา 450g อะ แต่เราใช้แค่ 1/3 ของสูตร :P )
 
จากนั้นก็ปั้นแล้วใส่ลงทอดในกระทะได้เลย น้ำมันร้อนปานกลาง เป็นครั้งแรกที่เราทำอาหารแบบทอดโดยใช้น้ำมันเยอะ ๆ อะ รู้สึกได้เลยว่าเป็นครัวไทยจริง ๆ ทั้งกลิ่นทอดมัน เสียงทอดมันในกระทะ
 
น้ำจิ้มก็ง่าย ๆ เอาน้ำจิ้มไก่ที่มีมาเติมน้ำหน่อย หั่นแตงกวาใส่ลงไปก็เสร็จแล้ว
 
หน้าตาก็ออกมาเล็กน้อยแค่นี้แหละ (ทำตั้งนานกิน 5 นาทีหมด - -" )
 
 
 
ไว้วันหลังลองทำทอดมันปลาแซลมอนละกัน ท่าทางจะถูกกว่าปลา Haddock
 
24 ธันวาคม

อาหารญี่ปุ่น ตอนที่ 2

วกมาเข้าเรื่องอาหารอีกจนได้ เพราะว่าเมื่อวานไป Chinese supermarket มา เผอิญเจอเพื่อนคนไทยที่เค้ามี flatmate เป็นคนญี่ปุ่น เลยแนะนำซอสทำอาหารญี่ปุ่นมาอีกหลายอย่าง (เล่นเอาเกือบหมดตัว เพราะซอสแต่ละขวดก็ 2 ปอนด์อัพทั้งนั้น)
 
ว่าแล้วก็ประเดิมด้วยไก่ยากิโทริ
 
 
 
จริง ๆ จานนี้ที่เอารูปมาให้ดูทำผิดสูตร เพราะไก่ยากิโทริจริง ๆ ต้องเสียบไม้ย่าง แต่อันนี้เล่นเอาไปผัดซะนี่ เลยไม่ค่อยได้รสชาติไก่ย่างเท่าไหร่
 
ขอแก้ตัวด้วยอุด้งกับไก่ย่างซอสยากิโทริ
 
 
 
ไก่ชิ้นนี้ค่อยได้รสชาติไก่ย่างหน่อย ส่วนอุด้งชามนี้เป็นสูตรลัดนะ แปลว่าซื้ออุด้งพร้อมผงทำน้ำซุปรสไก่สำเร็จรูป (เหมือนมาม่าแหละ แต่อันนี้เป็นเส้นสด ต้องแช่ตู้เย็น) น้ำซุปอร่อยจริง ๆ (ก็มาพร้อมผงชูรสนี่นา อิอิ)
 
แถมด้วยรูปไก่ย่างเทอริยากิ
 
 
อยากกินมิโสะซุป เราก็ใช้ผงสำเร็จรูป แค่เติมน้ำร้อน คน ๆ กินได้ทันที
 
 
 
นี่เป็นรูปซอสยากิโทริ ส่วนขวดข้างขวาคือซอสปรุงเนื้อ (เข้าใจว่าจะออกมาคล้าย ๆ หมูเกาหลี) ไว้ลองทำก่อนว่าจะออกมารสชาติเป็นยังไง (มันไม่บอกวิธีทำไว้อะ - -") ใครรู้บ้างบอกที
 
 
16 ธันวาคม

แซลมอนพาสต้าซอสครีม

ว่าจะไม่เขียนเรื่องอาหารแล้วนะ แต่ก็ต้องเขียนจนได้ เนื่องจากเส้นที่ซื้อมาทำอัลเฟรโดซอสยังเหลืออยู่ไง ก็เลยต้องหาเมนูพาสต้ามาจัดการกับเส้นที่เหลือให้หมด
 
และแล้วก็ไปได้สูตรแซลมอนพาสต้าซอสครีมมา วันนี้ก็เลยไปจ่ายตลาด เอ้ย ไปในเมืองมา (ทำอย่างกับแม่บ้านออกไปจ่ายตลาดทุกวัน)
 
ในสูตรบอกว่าต้องใช้ครีมสด ก็ไปหามาได้ แน่นอนเราเลือกแบบ reduced fat
 
 
 
แล้วก็ใบกระเพราฝรั่ง (basil) อันนี้ตอนแรกเกือบจะไม่ซื้อมาแล้ว กะว่าใช้แบบแห้งที่มีแทน แต่สุดท้ายก็ซื้อมาลองหน่อยละกันน่า ก็ดูราคามันสิ ใบไม้ราคา 40 บาทเนี่ย 5555
 
 
 
ลองทำดูแล้วก็ลุ้น ๆ ว่าการใส่ครีมไปเนี่ย รสชาติจะออกมาเป็นยังไงหนอ ลองชิมดู อร่อยแฮะ หอมใบกระเพรามาก ๆ อะ (ถ้าไม่ใส่ใบสดไม่มีทางได้กลิ่นหอมขนาดนี้แน่นอน)
 
กินคู่กับแซลมอนที่ทอดไว้แล้ว รสชาติเข้ากันดีเหลือเกิน เปรี้ยวมะเขือเทศนิด ๆ กับแซลมอนร้อน ๆ แถมด้วยกลิ่นหอมใบกระเพรา
 
 
 
แอบไปคำนวณแคลลอรี่มาเหมือนกัน ครีม 110 kCal เส้นพาสต้า 230 kCal รวมกันได้ 340 kCal ส่วนปลาแซลมอนแล้วแต่น้ำหนักนะ กินมากกินน้อยตามใจ
 
ปล. ปิดเทอมไปแล้ว 1 อาทิตย์ ใช้เวลาอ่านหนังสือไป 0% (ทำกับข้าว 30% ที่เหลือ Skype + MSN )
15 ธันวาคม

Blueberry Creamcheese Pie

ได้เวลาของหวานแล้ว บลูเบอร์รี่ครีมชีสพายนี้ได้สูตรมาจากแม่เราเอง ตอนอยู่เมืองไทยเคยช่วยแม่ทำอยู่ครั้งนึงมั้ง (ด้วยการเป็นเด็กล้างจาน 555) มาอยู่นี่เกิดอยากกิน ก็เลยขอสูตรกันผ่าน MSN ซะเลย
 
วิธีทำก็ง่าย ๆ เอาขนมปังบุหรี่มาป่น (ตอนอยู่บ้านใช้เครื่องปั่น) อยู่นี่ไม่มีขนมปังบุหรี่ ใช้บิสกิตใส่ถุงแล้วก็เอามือบี้ ๆ ให้มันแตกอะ บิสกิตมันร่วน ๆ อยู่แล้ว ก็เลยแตกง่าย สนุกดีแฮะขั้นตอนนี้
 
แล้วก็เอาบิสกิตป่นไปผสมกับเนยเหลว ใส่น้ำตาลนิดหน่อย แล้วก็อัดใส่พิมพ์ เอาไปอบในเตาอบซัก 2-3 นาทีพอให้มันแข็งติดกัน
 
ต่อมาก็เอาครีมชีส (ที่นี่เค้าเรียก soft cheese อะ) มาตีกับน้ำมะนาว เติมนมข้นหวานด้วย ชิมดูเอารสตามใจชอบ ตีเสร็จก็ตักใส่บนแป้งพายเมื่อกี้ แล้วเอาแช่ช่องแข็ง
 
เวลาจะกินก็เอามาใส่บลูเบอร์รี่ (ที่นี่เราก็ยังหาบลูเบอร์รี่กระป๋องไม่เจอ ใช้แยมบลูเบอร์รี่แบบ extra fruit ก็พอแทนกันได้ แต่มันจะข้น ๆ กว่าแบบกระป๋องหน่อย)
 
 
 
ทำเสร็จเมื่อวานก็กะว่าจะกินซักถาดนึง (ถาดเล็ก ๆ น่ะ อย่าคิดมาก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 cm) กินไปได้ครึ่งถาด เอ อยากรู้ว่ามันกี่กิโลแคลลอรี่นะ ก็เลยไปดูฉลากของพวกเนย ครีมชิสและนมข้นหวานมา
 
กะประมาณแล้วก็ออกมาแค่ 500 kCal ต่อถาดเอง  ทำเอาเลิกกินไปเลย นี่อุตส่าห์ใช้ครีมชีสแบบไลท์แล้วนะ คราวหน้าต้องหาเนย low fat ซะแล้ว (แคลอรี่ส่วนใหญ่มาจากเนยเลยเนี่ย)
14 ธันวาคม

Pasta Alfredo Sauce

ไม่ได้เขียนเรื่องอาหารตั้งนาน ไหน ๆ ช่วงนี้ก็ปิดเทอมแล้ว มีเวลาว่างมากมาย (หนังสือไว้ค่อยอ่านหลังปีใหม่ )
 
ช่วงนี้ก็เลยไปในเมืองซื้อของสดมาทำอาหารทุกวัน แถมช่วงนี้เบื่อ ๆ อาหารไทยนิดหน่อย (เล่นกินข้าวมาเดือนนึงเต็ม ๆ อะ พาสต้าไม่ได้แตะเลย) ก็เลยเปลี่ยนเมนูกลับเป็นอาหารฝรั่ง
 
คิด ๆ ว่าจะกินอะไรดี รู้แต่ว่ามีเนื้อสันในอยู่ในตู้เย็น ก็เลยจะทำสเต๊ก แล้วก็นึกถึง Neil's Tavern ขึ้นมาว่าเวลาไปกินทีไรก็สั่งออเดิร์ฟเป็น Prawn Cocktail บ่อย ๆ เลยตัดสินใจจะทำซะเลย
 
จริง ๆ แล้วไม่ยากหรอก แค่ซื้อผักสลัด (ขายเป็นถุง ๆ อยู่แล้ว) กับน้ำสลัด Thousand Island กะซื้อกุ้งมา กุ้งที่นี่เค้าก็ชอบขายแบบสุกแล้วนะ แบบดิบ ๆ หายากอะ (เพราะว่าต้องแช่แข็งมาจากเมืองไทยไง)
 
แค่นี้ก็เสร็จแล้วกับออเดิร์ฟจานนี้
 
 
 
เวลากินที่ร้านจะมีกุ้งมานับตัวได้ ตอนนี้ทำเองเลยใส่กุ้งไปเยอะแยะ เกือบจะมากกว่าผักอีกแหนะ 555
กินกับสเต๊กสันในแสนอร่อย และมันฝรั่ง
 
 
 
นั่นคืออาหารเมื่อวาน วันนี้ก็ไปในเมืองอีกเหมือนกัน อยากกินพาสต้าแบบเส้น ๆ อะ ก็เลยไปซื้อเส้นพาสต้า Tagliatelle แบบสดมา (แบบสดก็คือมันจะอยู่ในตู้เย็นะอะ ตัวเส้นค่อนข้างนุ่มอยู่แล้ว ต้มอีกแค่แป๊บเดียวก็กินได้แล้ว ต่างกับพาสต้าที่แห้ง ๆ อยู่ในถุงอะ)
 
เมนูนี้ Alfredo sauce ได้สูตรมาจากบล็อกแม่ปูนะ
 
ก็เอากุ้งที่ยังไม่ได้ใช้ของเมื่อวานมาผัดกับน้ำมันมะกอกกับกระเทียม (หอมมาก ๆ อะ รู้สึกจะไม่ได้กินกุ้งทอดกระเทียมพริกไทยนาน) แล้วก็ลวก spinach ไว้
 
ต่อมาก็ทำซอสขาว เอาแป้งละลายในนมไฟปานกลาง (อันนี้เราทำแล้วแป้งไม่ค่อยละลายอะ เฟอร์บอกว่าต้องละลายแป้งในน้ำก่อนค่อยเทใส่นม ไว้วันหลังจะทำใหม่นะ )
 
จากนั้นก็เอาเส้นมาคลุกกับซอสขาว เติมเกลือ พริกไทย parsley แค่นี้ก็เสร็จแล้ว
 
 
 
จริง ๆ ในสูตรเค้าใส่ชีสด้วย แต่ว่าเราไม่มี แต่กุ้งกับกระเทียมเป็นตัวทำให้อาหารจานนี้อร่อยทีเดียวแหละ (low calorie ด้วย อิอิ เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงน้ำหนักขึ้นเตรียมตัวสู้ความหนาว 555)
 
สำหรับของหวาน อดใจรออีกไม่นาน ตอนนี้ไปได้ผงโกโก้มาแล้ว ช็อคโกแล็ตมัฟฟินกับบราวนี่ต่อคิวรออยู่เลย อิอิ
01 ธันวาคม

ถึงคราวอาหารญี่ปุ่นบ้าง

ไม่ได้อัพบล็อกมานานเนื่องจากเพิ่งสอบย่อยเสร็จไปอีก 2 วิชา แถมไปได้งานทำช่วยเค้าขายของที่ German Christmas Market ในเมือง เลยไม่มีเวลาทำอาหารแปลก ๆ เลย - -"
 
เดี๋ยวไว้ค่อยเล่าเรื่องไปขายของ มาเริ่มเรื่องอาหารกันดีกว่า เริ่มจากจานแรก ข้าวราดแกงกะหรี่ญี่ปุ่น
 
อันนี้ทำไม่ยาก (มีคนสอนมาแล้ว คราวนี้ไม่ต้องโทรศัพท์ถามวิธีทำแบบตอนอยู่เมืองไทยแล้ว )
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือผงกะหรี่นั่นเอง ไปหาได้มาจาก Chinese supermarket ราคา 2.2 ปอนด์ ทำได้ 5 ที่
 
วิธีทำก็ตามข้างกล่องเลย ผัดหมูกับหัวหอม พอหมูสุกแล้วใส่แครอท มันฝรั่ง ใส่น้ำ รอจนเดือดแล้วปิดฝาเคี่ยวซัก 10 นาที แล้วก็ใส่ผงกะหรี่ลงไป คน ๆ ให้ละลายดีแล้วก็ตักเสิร์ฟได้เลย
 
 หน้าตาก็ออกมาน่ากินอย่างนี้เอง ควันกรุ่น ๆ เลย
 
จานต่อมาคือแซลมอนเทอริยากิ อันนี้ยิ่งไม่ยากใหญ่ พระเอกของเราคือซอสขวดนี้
 
 
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าซอสหมักเทอริยากิ เอาปลามาหมักไว้ซักครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็เอาใส่เตาอบ ไฟประมาณ 220 องศาเซลเซียส ซัก 15-20 นาทีก็เรียบร้อย กลิ่นหอมไปทั้งครัวเลย
 
จานนี้ไม่มีรูปให้ดูนะ ตอนทำเสร็จหิวจัด ถ่ายรูปไม่ทัน อิอิ
 
จานที่สามเป็นปลาแมคเคอเรลต้มซีอิ๊ว วิธีทำก็เตรียมน้ำต้มปลา ประกอบด้วย
  • สาเกญี่ปุ่น 30ml (เราไม่มีใช้น้ำเปล่าแทน)
  • น้ำตาล ครึ่งช้อนโต๊ะ
  • Kikkoman 1/4 ช้อนโต๊ะ
  • มิริน 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย (60ml)

ก็เอาส่วนผสมทั้งหมดเนี่ยต้มให้เดือด แล้วใส่ปลา คอยราดน้ำลงบนปลาเรื่อย ๆ พอเดือดอีกทีก็ลดไฟลง เอาฝาปิด ต้มซัก 10 นาที

จริง ๆ สูตรเค้ายังมีต่อให้ใส่มิโสะกับน้ำที่เหลือ (หลังเอาปลาขึ้นแล้ว) ก็จะได้น้ำราดข้น ๆ แบบเวลากินซาบะย่างซีอิ๊วอะ แต่เราไม่มี กินแค่ปลากับน้ำราดธรรมดาก็อร่อยแล้ว รสชาติเหมือนซาบะย่างซีอิ๊วยังไงอย่างงั้นเลย

 
จริง ๆ ว่าจะทำไข่ม้วนอีกอย่าง อุตส่าห์ได้สูตรมาจากเพื่อนคนญี่ปุ่นแล้ว แต่ยังไม่เคยลองทำซะที เอาไว้มีโอกาสลองทำจะมาบอกผลละกัน
 
เอาไว้ไป Chinese supermarket รอบหน้าจะซื้อผงทำซุปมิโสะมา คราวนี้จะได้กินอาหารญี่ปุ่นครบสูตร แอบเล็งขนมปังป่นไว้แล้วด้วย ถ้ามีเวลาจะทำทงคัสซึดู อิอิ
19 พฤศจิกายน

เรื่องของเนื้อ

เมื่อวานซื้อเนื้อจะมาทำสเต็คตามสูตรของพ่อ ตอนไปเลือกเนื้อก็ตาลายเนื่องจากมีเนื้อหลายแบบให้เลือก ขึ้นอยู่กับว่าส่วนไหนของวัวน่ะ จำได้ลาง ๆ ว่าอะไรเป็นอะไรตามนี้ล่ะมั้ง
 
  • เนื้อสันใน (Fillet, tenderloin, filet mignon) ลักษณะจะเป็นเส้นกลม ๆ แล้วเอามาตัด ถ้าขายแบบบรรจุแพ็คแล้วก็จะเห็นเป็นก้อนกลม ๆ อะ เป็นเนื้อส่วนที่นุ่มที่สุด และราคาแพงที่สุดด้วย วัวตัวนึงจะมีเส้นนี้แค่ 2 เส้น (ข้าง ๆ กระดูกสันหลังวัว) กล้ามเนื้อส่วนนี้ไม่ต้องรับน้ำหนักหรือออกแรงอะไรเลย ทำให้นุ่มที่สุด เวลาเอามาทำอาหาร จะไม่นิยมทำให้สุกเกิน medium rare

วิธีดูก็ไม่ยาก อันไหนแพงสุดก็อันนั้นแหละ จำได้ว่าที่เมืองไทยกิโลละประมาณ 500 บาท ซื้อที่ Foodland ที่นี่กิโลละ 15.99 ปอนด์(เอง) เป็นเงินไทยเท่าไหร่ไม่รู้ ขี้เกียจคูณ รู้แต่ว่าซื้อมา 200 กว่ากรัม หมดไป 4 ปอนด์ได้ แค่ 300 บาทเอง เวลาไปกิน Neil's Tavern ทีเนื้อชิ้นละตั้งเป็นพัน (พูดแล้วก็อยากกิน...)

  • Sirloin เป็นส่วนที่เหนียวกว่าสันในหน่อย แต่เค้าว่ามีรสชาติ (flavourful) กว่าสันใน
  • T-bone ง่าย ๆ ก็มีกระดูกเห็นชัดเป็นรูปตัว T
  • Strip steak เป็นส่วนที่ตัดมาจาก T-bone อีกที ทำให้ไม่มีกระดูก เนื้อส่วนนี้กล้ามเนื้อทำงานนิดหน่อย (เหนียวกว่าสันในนิดนึงแต่ไม่มาก) แต่ลักษณะเนื้อมันจะตัดได้เป็นชิ้นใหญ่กว่าสันใน (อย่าลืมว่าสันในตัดได้เป็นก้อนกลม ๆ เล็ก ๆ เอง)
  • Ribeye เป็นเนื้อที่มีมันแทรกอยู่ทั่วไปตามเนื้อ ทำให้ไม่เหนียวเท่าไหร่ ราคาจะไม่แพงเพราะว่ามีมันเยอะเนี่ยแหละ
  • Rump steak เค้าบอกว่าเป็นส่วนที่ถัดมาทางท้ายของวัวหน่อย ราคาก็จะถูกกว่า sirloin

เท่าที่เรารู้นะ ผิดถูกยังไงก็แก้ไขด้วย อ้อ ถ้าใครเคยกินเนื้อมัตสึซากะก็จะรู้ว่ามันนุ่มขนาดไหน ไปแอบรู้มาว่าที่มันนุ่มก็เพราะวิธีเลี้ยงเค้าเลี้ยงวัวอย่างดี วัวจะได้กินแอปเปิ้ลกับเบียร์ แล้วก็มีการนวดให้วัวในสาเกด้วย การนวดในสาเกก็เพื่อ 1.เนื้อวัวจะได้นุ่ม และ 2.สาเกจะป้องกันพวกเห็บกับหมัดด้วย ส่วนที่ให้วัวกินเบียร์ก็เพื่อที่มันจะได้เจริญอาหาร เนี่ยแหละ เนื้อมัตสึซากะถึงได้แพงขนาดนี้

15 พฤศจิกายน

Cooking vs. Baking

ในความเห็นเราแล้ว เราว่าการทำอาหารกับการทำขนมเป็นศิลป์กับศาสตร์นะ จะอธิบายว่าการทำอาหารค่อนข้างจะเป็นศิลป์ เนื่องจากไม่มีปริมาณเครื่องปรุงตายตัว ใส่ตามความชอบของแต่ละคน ชิมแล้วก็เติมเอาได้

 

ส่วนการทำขนม ออกจะเป็นศาสตร์นิดหน่อย เนื่องจากต้องมีความแม่นยำในการชั่ง ตวง วัดส่วนผสมทั้งหลาย ลำดับในการใส่ส่วนผสมก็สำคัญ บางอย่างต้องแยกของแห้งกับของเปียก หรือขั้นตอนการทำก็สำคัญ การเทแป้งลงไปทีเดียว อาจจะทำให้ขนมออกมาหน้าตาแตกต่างจากการค่อย ๆ ใส่แป้งลงไปได้

 

พูดมาซะเยอะ มาผ่อนคลายด้วยสูตรมัฟฟินง่าย ๆ กันดีกว่า (เป็นมัฟฟินชนิดแรกที่เราทำแล้วข้างในนุ่ม ข้างนอกกรอบนิดนึงกำลังอร่อย :D )

 

Chocolate chip muffin

อันนี้เป็นสูตรสำหรับทำได้ 6 อันนะ

เนย 60g

น้ำตาลทรายแบบละเอียด 36g

น้ำตาลทรายแดง (แปลถูกรึเปล่า ภาษาอังกฤษใช้ว่า dark brown sugar น่ะ) 16g

ไข่ 1 ฟอง

แป้ง 100g หรือประมาณ 1 ถ้วยตวง

ผงฟู 1/2 ช้อนชา

นม 66ml

choc chip 50g

 

1. ขั้นแรกก็ตั้งอุณหภูมิเตาอบไปที่ 180-190 องศาเซลเซียส

2. ละลายเนย (เราใส่ไมโครเวฟแป๊บเดียวอะ 10 วิได้) แล้วก็ใส่น้ำตาลลงไป คน ๆ ตี ๆ ให้เข้ากัน จากนั้นค่อย ๆ ตอกไข่ใส่ลงไป คนให้เข้ากันดี (เนยมันชอบจับตัวเป็นก้อน ๆ อะ เอาตะกร้อคน ๆ ให้ดี)

3. ค่อย ๆ ใส่แป้งและผงฟู สลับกับใส่นม ค่อย ๆ ใส่ไปคนไป จนหมด ตอนนี้ส่วนผสมของเราก็จะเหนียว ๆ หนืด ๆ ดี

4. ใส่ chocolate chip ลงไป

5. ทาเนยในถาดอบ แล้วตักส่วนผสมใส่ลงไป เค้าบอกว่าให้ใส่ประมาณ 3/4 ของขอบบน พออบเสร็จมันจะฟูขึ้นมาพอดี

อบใช้เวลาประมาณ 25 นาที

 

เสร็จแล้ว ไม่ยากเลย ซักพักครัวก็จะเต็มไปด้วยกลิ่นเนยหอม ๆ หน้าตามัฟฟินก็ออกมาน่ากินอย่างข้างล่างเนี่ยแหละ

ปลา Halibut (สามรส)

วันนี้อุตส่าห์ไปซื้อปลา Halibut มา ราคาตั้ง 2 ปอนด์กว่า ๆ แหนะ (หนัก 290 กรัม) ก็เอามาหมักน้ำปลา แล้วก็ลงไปทอด คราวนี้รู้เคล็ดลับแล้วว่าเวลาทอดปลาให้โรยเกลือไปในน้ำมันด้วย จะได้ไม่กระเด็นเวลาทอด (คราวที่แล้วกระเด็นซะแสบเลย)
 
ทอด ๆ ไปก็ไม่มีอะไรหรอก เสร็จแล้วก็เอาขึ้นมาพัก เกิดอยากทำน้ำราดเป็นปลาสามรสขึ้นมา ในหนังสือคู่มือทำอาหารด้วยไมโครเวฟบอกว่าให้เอาน้ำมันที่เหลือใส่กระเทียมกับพริกสับเข้าไป ใส่ไมโครเวฟ 30 วินาที ก็โอเค ออกมาหอมพริกกับกระเทียมดี ต่อมาให้ใส่น้ำตาลปี๊บกับน้ำปลา (อุตส่าห์ขูดน้ำตาลปี๊บออกมาใส่) ใส่ไมโครเวฟเข้าไปได้เกือบนาทีก็สังเกตเห็นควันลอยออกมาจากไมโครเวฟ ปรากฏว่าไหม้สนิท ดำปิ๊ดปี๋เลย :( เหม็นมาก ๆ เลยด้วย ก็เลยหมดอารมณ์ทำน้ำราดปลาต่อ เอาปลาที่ทอดเสร็จแล้วเก็บใส่ตู้เย็น
 
เลิกเรียน 6 โมงกลับมาก็อุ่นปลากินกับข้าว (และผัดผักที่ทำไว้แล้ว) มันก็โอเคแฮะ (เพราะหมักน้ำปลาไว้เยอะ ความเค็มทำให้รสชาติออกมาดี :D )
 
อ้อ จะบอกว่าปลา Halibut มันเนื้อไม่แน่นเลยอะ ทอดออกมาแล้วเละ ๆ ไงไม่รู้ ไม่เหมือนปลาอินทรี (อุตส่าห์จินตนาการไว้ อิอิ)
 
ไม่ได้ถ่ายรูปนะ เพราะว่าปลามันเละ ๆ แถมตอนนั้นกำลังเหม็นน้ำตาลปี๊บไหม้จัด ๆ รีบเปิดเครื่องดูดควัน ประตู หน้าต่าง แล้วหนีออกมาจากห้องครัว :D
01 พฤศจิกายน

พาสต้าซอสเนื้อ สูตรจากวาว :D

ไม่มีอะไร แค่อ่าน blog วาวแล้วเกิดอยากทำพาสต้าซอสเนื้อมั่ง (เนื่องจากมีเนื้อบดพอดี และชีสที่ใกล้จะหมดอายุ 555) แต่ของเราใส่ tomato puree ด้วย แล้วก็เอาชีสมาโปะหน้าข้างบนแทน สังเกตในรูปดี ๆ จะเห็นว่ามีชีสบางส่วนละลาย yummy!
 
ขอบคุณวาวมากฮะ สำหรับมื้อนี้ :D
27 ตุลาคม

Gai lan = ผักคะน้า

หลังจากที่เห็นผักชื่อประหลาดนี้อยู่ใน Chinese Supermarket เป็นเวลานาน ก็มีผู้รู้ไขข้อข้องใจให้ว่ามันคือผักคะน้าชนิดนึงนั่นเอง
 
เมื่อวานก็เลยไปลองซื้อมาดู แพงนะเนี่ย โลละตั้ง 5.95 ปอนด์ ที่ซื้อมาก็ 2 ปอนด์กว่าอะ
 
ไม่รู้จะทำอะไร ก็เอามาลวกละกัน ตอนแรกกลัวว่าผักจะลวกแล้วไม่อร่อยเพราะไฟแรงไม่พอ (เตาที่นี่เป็นเตาไฟฟ้า ไม่ใช่เตาแก๊สน่ะ) แต่ก็โอเคแฮะ พอน้ำเดือดจัด ๆ ก็หย่อนผักลงไป นับ 1-5 แล้วก็ตักขึ้น อืม ใช้ได้ ๆ
 
ส่วนน้ำราดเนี่ย ไม่อยากพูดถึง ไม่อร่อยเลย T_T น้ำมันหอยมีกลิ่นอย่างกับกุ้งแห้ง เค็มปี๋อีกต่างหาก สุดท้ายก็กินกับข้าวเนี่ยแหละ รสชาติของผักมันก็อร่อยอยู่แล้ว (พยายามคิดเอาเองอยู่ว่าอร่อย อิอิ)
 
รูปอยู่ข้างล่าง เป็นไง หน้าตาดูดีเปล่า :D

ข้าวมันไก่ :D

หลังจากอยากกินข้าวมันไก่มานาน วันนี้ก็ได้ฤกษ์ลองทำซะที ก็ไม่ได้อะไรหรอก แค่ว่าวันนี้ลงทุนไปหอบเต้าเจี้ยวขวดเบ้อเริ่มมากจาก Chinese supermarket กะซื้อขิงมา
 
วิธีทำไ่ก่ก็ไม่ยากอะไร แค่ต้มในน้ำ(ใส่เกลือนิดหน่อย) ไปเรื่อย ๆ จนมันสุก แล้วก็ตักขึ้นมาพักไว้ น้ำที่ต้มไก่ถ้าเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นน้ำซุปหอมอร่อย (น่าจะมีฟักนะเนี่ย)
 
ข้าวมันไก่จะอร่อยมันอยู่ที่น้ำจิ้ม เราก็อุตส่าห์ไปหาสูตรมา วิธีทำก็สับขิงให้ละเอียด (เกิดมาเพิ่งเคยเอาขิงมาทำกับข้าวเนี่ยแหละ) สับกระเทียม แล้วก็สับพริก กะปริมาณให้พริก ขิงและกระเทียมเท่า ๆ กัน (อันนี้สูตรไม่ได้บอก คิดเอาเอง)
จากนั้นตั้งน้ำนิดหน่อยให้เดือด พอเดือดแล้วใส่ขิง กระเทียม พริกลงไป จากนั้นก็เทเต้าเจี้ยว (อย่าเทเยอะไปมันเค็มมาก) เติมน้ำตาล คน ๆ นิดหน่อย ชิมให้รสชาติพอใช้ได้ก็โอเค
 
ที่เราทำน่ะเหรอ น้ำจิ้มเค็มจัดเลย (ก็เล่นใส่เต้าเจี้ยวไปซะเยอะแยะ) ก็เลยต้องใส่น้ำให้มันเจือจางหน่อย แล้วก็เทน้ำตาลลงไปอีกหลายช้อน :D สุดท้ายพอเอามากินกับไก่กับข้าว มันก็เลยรสชาติออกมาพอดี ๆ (คิดเอาเองเปล่าหว่า 555)
 
จริง ๆ เว็บที่ไปเอาสูตรมา เค้าบอกวิธีทำข้าวมันด้วย แต่ดูจะยุ่งยากเกินไปสำหรับวันนี้ เลยกินกับข้าวสวยแทนไปก่อนละกัน ถ้าใครสนใจก็ไปดูได้ที่นี่ http://www.kruaklaibaan.com/board/index.php?PHPSESSID=348e316293faaaa71cd1d5837e73ce6d&topic=717.0