| แฟ้มประวัติFon: Wisdom shall lead t...รูปถ่ายบล็อกรายการ | วิธีใช้ |
|
|
26 พฤษภาคม ข้าวต้มปลาแซลมอนไม่ได้ทำอาหารตั้งนาน เมนูนี้ได้ไอเดียมาจากวันก่อนที่ไปกินข้าวที่ร้านซากุระ แล้วก็สั่งเมนูนี้มากิน เฟอร์ดู ๆ แล้วก็ไม่น่าจะทำยาก มีทั้งผักทั้งปลาแซลมอน (ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น) ก็เลยลองมาทำเอง
เริ่มจากส่วนประกอบ มีปลาแซลมอน (ซื้อที่วิลล่า มาร์เก็ต ถูกกว่าพารากอนตั้งโลละ 200 บาท แต่มาจากคนละแหล่งกันน่ะ)
ผักก็ตามชอบ ที่ใช้วันนี้มีแครอท (ซื้อแบบ organic มาด้วย สำหรับแครอทราคาก็ไม่ได้แพงกว่าแบบธรรมดามาก แต่ความอร่อยต่างกันเยอะ) กะหล่ำปลี (ใช้จริงแค่ 1/3) ข้าวโพดอ่อน หัวหอม (ครึ่งหัว) แล้วก็มีปลาโออบแห้ง ไว้ทำน้ำซุป เริ่มจากต้มน้ำให้เดือด ใส่ปลาโออบแห้งลงไป (ทั้งถุงนี้ 29 บาท) ต้มซักพัก แล้วก็กรองเอากากออก เหลือแต่น้ำซุปพักไว้
จากนั้นก็หั่นผักขนาดตามชอบ เวลาหั่นข้าวโพดอ่อน ถ้ามีดไม่คมหรือหั่นไม่ดีข้าวโพดจะแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ เคล็ดลับคือต้องใช้ความคมของมีดให้เต็มที่ หั่นทีเดียวให้ขาด อย่าหั่นหลาย ๆ ที (แถว ๆ ด้ามมีดจะคมกว่าที่อื่นเพราะเป็นบริเวณที่เราไม่ค่อยใช้)
แล้วก็ผัดหัวหอมในกระทะให้หอม ตามด้วยแครอทและข้าวโพดอ่อน สุดท้ายก็ทอดปลาแซลมอนพอให้ด้านนอกสุก
แล้วก็เอาน้ำซุปที่ทำไว้มาต้มอีกครั้ง ใส่ข้าวสวยลงไป ต้มจนเม็ดข้าวเริ่มแตก
แล้วก็ใส่ผัก คน ๆ ให้ดี (ถึงตอนนี้น้ำซุปจืดไป เลยเติมคนอร์ไปอีกก้อน) ปลาแซลมอนที่ทอดไว้แล้วใส่เป็นอย่างสุดท้าย เอาปลาลงไปไว้ด้านล่าง ๆ แล้วก็ปิดไฟ
เท่านี่เองก็ได้อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ใช้น้ำมันน้อย มีทั้งผักและปลา ปลาแซลมอนมี Omega-3 ด้วยนะ
08 กรกฎาคม หัดทำข้าวห่อสาหร่ายหมู่นี้สงสัยจะว่างจัด วันก่อนก็ไปบ้านเพื่อนคนญี่ปุ่นเรียนวิธีทำข้าวกล่องสำหรับอาหารกลางวัน เมื่อวานก็มีเพื่อนมาทำมัฟฟินกัน ส่วนวันนี้เพิ่งไปหัดทำข้าวห่อสาหร่ายมา เป็นครั้งแรกที่ทำไข่หวานเลยนะเนี่ย (ของโปรดเราเลย ทำไมอยู่อังกฤษมาตั้งนานเพิ่งจะมาทำเป็นเอาตอนนี้ก็ไม่รู้)
วิธีการทำขั้นแรกก็หุงข้าวก่อน ระหว่างนั้นเราก็มาทำไข่หวานกัน ส่วนผสมก็กะ ๆ เอาอะนะ ไข่ 1 ฟอง น้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ (เยอะมาก) เกลือนิดหน่อย ตี ๆ ให้น้ำตาลละลายดีแล้วก็ลงมือทำ
เค้าบอกว่าถ้าที่ญี่ปุ่นก็จะมีกระทะเป็นสี่เหลี่ยมไว้สำหรับทำไข่หวานโดยเฉพาะ แต่ที่นี่ไม่มี เพราะฉะนั้นตรงขอบก็จะไม่ค่อยสวย แต่ไม่เป็นไร เราขอแค่กินได้ก็พอ 555
อืม เค้าใช้ตะเกียบในการทำอาหารนะ ตะเกียบคู่นึงทำได้เกือบทุกอย่าง อันนี้เราแอบสังเกตมานานแล้วเพราะเพื่อนเราที่เป็นคนไต้หวันก็ใช้แค่ตะเกียบทำกับข้าว เราแทบไม่เคยเห็นเค้าใช้ทัพพีหรือตะหลิวเลย (สังเกตได้จากที่คว่ำจาน ช่องที่ใส่พวกช้อนส้อมมีแต่ช้อนส้อม ตะหลิว ทัพพีของเรา ของเค้ามีแค่ตะเกียบคู่เดียว - -" )
พอข้าวสุกก็มาใส่ rice vinegar กับมิริน (หรือน้ำตาลก็ได้) เค้าก็กะ ๆ เอาอีกนั่นแหละ เค้าบอกว่าปกติจะคลุกข้าวในชามที่ทำจากไม้ เพราะไม้จะดูดซับน้ำไป แต่เราคลุกในหม้อสเตนเลส ก็เลยต้องเอาไปตั้งไฟอ่อน ๆ เพื่อให้น้ำส่วนเกินระเหยออกไป (คล้าย ๆ กับดงข้าวน่ะแหละ)
ไส้ข้าวห่อสาหร่ายอีกอย่างก็คือเห็ดหอม ก่อนอื่นก็เอาเห็ดหอมแช่น้ำซักพักแล้วตัดส่วนที่เป็นโคนแข็ง ๆ ออกไป แล้วก็เอาไปเคี่ยวไฟอ่อน ๆ โดยเติมน้ำ น้ำตาล และโชยุ (Kikkoman) ลงไป ปิดฝาทิ้งไว้พักใหญ่ ๆ ระหว่างนั้นก็เปิดฝามาคน ๆ ดู ชิมรสชาติว่าได้หรือยัง
ไส้อื่น ๆ ก็มีปูอัด (made in Thailand) ไส้กรอกกับถั่วฝักยาวต้ม (ไม่รู้จะเรียกว่าถั่วฝักยาวได้หรือเปล่าอะ คือไม่เหมือนกับถั่วฝักยาวที่เมืองไทยอะ) พวกไส้พวกนี้พอเตรียมเสร็จแล้วก็เอาไปแช่ตู้เย็นซักพักพอให้เย็น พร้อมแล้วเราก็จะมาม้วนข้าวห่อสาหร่ายกัน
เราก็ประยุกต์กันต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยการม้วนบนพลาสติกใส ก่อนอื่นก็โปะข้าวลงไป เกลี่ย ๆ ให้เท่ากันและเสมอกับขอบสาหร่าย โดยเว้นที่ตรงปลายไว้ประมาณ 1 นิ้วนิด ๆ
จากนั้นก็บรรจงเรียงไส้ต่าง ๆ แอบมีเคล็ดลับว่าเวลาวางปูอัด ให้วางด้านที่เป็นสีแดงลงไปบนข้าว เพราะสีแดงจะได้ตัดกับสีขาวของข้าว :)
ตอนจะม้วนก็ต้องพยายามบีบให้ไส้แน่น ๆ เวลาตัดจะได้ไม่หลุด และเคล็ดลับอีกอย่างคือข้าวส่วนที่อยู่ตรงนิ้วโป้งเรา(ส่วนที่ใกล้ตัวเรา) ต้องพยายามม้วนมันให้ไปแตะกับข้าวส่วนที่เหลือให้ได้ มันจะได้ติดกันดี (ถ้าข้าวส่วนที่อยู่ใกล้ตัวเราไม่ไปแตะข้าวอีกส่วน มันจะหลุดง่ายเวลาตัด)
เสร็จแล้ว ก็นำมาตัด เพื่อนเราบอกว่ามีดที่มาใช้ตัดควรจะมีรอยหยักนิดหน่อย จะเหมาะกับการตัดสาหร่ายก่อนอื่นก็ตัดส่วนปลายที่ไม่ค่อยสวยทิ้งไปก่อน (เอามาแอบกินเองก่อนนั่นเอง 555) จากนั้นก็จัดการตัดส่วนที่เหลือให้ได้ขนาดพอเหมาะ(พอกิน) และแล้วก็สำเร็จพร้อมรับประทาน
เขียนแล้วหิว ไปเอามากินอีกดีกว่า... :D 03 มีนาคม วีดีโอสอนทำอาหารไทยไปเจอเว็บนี้มา
เปิดไปดูเค้ามีให้ดาวน์โหลดวีดีโอทำอาหารไทย ก็เลยลองโหลดมาดูเล่น ๆ อันนึง ตอนแรกเราก็นึกว่าจะเป็นแบบสอนทำอาหารเป็นทางการ มีครัวสวย ๆ เป็นฉาก เปล่าเลยแฮะ เค้าเล่นไปถ่ายจากร้านอาหารตามสั่งทั่วไป คนทำก็ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเลย ทำตามปกติ เครื่องปรุงเติมแล้วขาดก็เติมอีกได้ เรียกว่าไม่มีบอกว่าต้องเติมอะไรกี่ช้อนโต๊ะหรอก เป็นการทำอาหารที่แท้จริง ใช้ความรู้สึกเอา
ยิ่งวีดีโอสอนทำ iced coffee นี่ชอบมาก เค้าถ่ายวีดีโอจากรถเข็นคุณลุงคนหนึ่ง ดูแล้วได้บรรยากาศจริง ๆ
อ้อ คนทำเค้ายังใส่ดนตรีไทยเป็นเพลงประกอบด้วย เพราะดี
ดูแล้วหิวเลย - -" 09 กุมภาพันธ์ Today is my day for cooking!ว่าจะเว้นจากการเขียนเรื่องของกินก็อดไม่ได้ วันนี้ตั้งใจว่าเรียนเสร็จจะกลับมาทำมัฟฟินช็อคโกแล็ตที่เมื่อคืนหาสูตรไว้ ดูวิธีทำแล้วก็ไม่มีอะไรยาก ผสม ๆ คน ๆ ออกมาเอาเข้าเตาอบก็ลุ้นว่าจะออกมาดีหรือเปล่า (แบบว่าสุกโดยที่หน้าไม่ไหม้)
อบไป 30 นาทีครบตามเวลาก็มาดู เอาส้อมจิ้มเข้าไป เอ๊ะ สุกแฮะ (ไม่มีอะไรติดส้อมออกมาแปลว่าสุก) ขั้นต่อไปก็ต้องชิมหน่อย โห เนื้อมัฟฟินนุ่มมาก ๆ หอมกลิ่นช็อคโกแล็ต
อ้ำ...
เรื่องยังไม่จบแค่นี้ หลังจากกินมัฟฟินไปสองชิ้น ก็ได้เวลาทำอาหารเย็น วันนี้ตั้งใจว่าจะทำแกงกะหรี่(แบบไทย) ซื้อเครื่องแกงมาหลายเดือนแล้วยังไม่เคยทำซะที เหตุผลที่คิดจะทำก็เพราะว่าเบื่ออาหารที่กินอยู่ทุกวัน อยู่ ๆ ก็อยากลองทำอะไรใหม่ ๆ บ้าง
ทำตามวิธีทำข้างกระป๋อง แค่ใส่เครื่องแกงลงไปผัดกับน้ำมันก็รู้สึกว่าหอมมาก พอใส่สะโพกไก่ลงไปก็หอมสุด ๆ จากนั้นก็เทน้ำกะทิ ตั้งไฟรอไก่สุก (ใส่มันฝรั่งกับหัวหอมไปด้วย)
กลิ่นหอมอีกแล้ว แฟลตเมตชาวปาเลสไตน์เดินเข้ามาก็ชม เราเลยให้เค้าชิม เค้าก็บอกว่าจะไปซื้อน้ำกะทิมาทำมั่ง (แลกกัน เมื่อเช้าเค้าสอนเราทำพิซซ่า เราก็สอนเค้าทำอาหารไทยมั่ง)
ยังไม่จบแค่นั้น เราก็ตักมาแค่จะกิน (กินซะเกลี้ยงเลยที่ตักมา น้ำกะทิทั้งนั้น - -" เสียอุดมการณ์ที่จะไม่กินอาหารไขมันสูงหมด) ที่เหลืออยู่ในหม้อเปิดฝาแง้ม ๆ ไว้ พอเรากินเสร็จเอาจานกลับไปในครัวจะล้าง แฟลตเมตไต้หวันกำลังทำกับข้าวอยู่ในครัวถามเราว่า แกงที่เราทำเนี่ยทำยังไง หอมมาก ๆ (ขนาดอยู่ในหม้อเฉย ๆ นะเนี่ย อิอิ) เราก็เลยเอากระป๋องเครื่องแกงให้เค้าดู เค้าก็บอกว่าซื้อที่ Chinese supermarket ใช่มั้ย เราก็ใช่ ๆ อธิบายไปว่าอยู่ตรงไหน เค้าก็บอกพรุ่งนี้จะไปซื้อมาลองทำเลย (วัยรุ่นใจร้อนจริง ๆ)
แล้วเราก็เอาสูตรทำ soft cookies ให้เค้า (เค้าอยากลองทำ) เราก็เลยแถมสูตรมัฟฟินวันนี้ พร้อมกับมัฟฟินตัวจริงให้ด้วย เค้าก็บอกอีกว่าอร่อยมาก ๆ ต้องทำแน่นอน :D
สรุปแล้ววันนี้ทำอะไรก็อร่อยไปหมด เป็นการชดเชยที่ตอนกลางวันไปซื้อของในซูเปอร์ ใช้บัตรเดบิตจ่ายตังค์แล้วขอ cashback 10 ปอนด์แล้วไม่ได้ตังค์ (แคชเชียร์ก็ลืม เราก็ลืม สิบปอนด์เลยหายไปฟรี ๆ เลย เป็นความไม่รอบคอบของตัวเองจริง ๆ)
จบละ ไปกินมัฟฟินอีกอันดีกว่า
ปล. เพื่อน ๆ ที่เมืองไทยรอเรากลับไปทำให้กินละกันนะ เพราะว่าเฟอร์ไม่ชอบกินมัฟฟินอะ (ที soft cookies ทำทีละตั้งเยอะ 08 กุมภาพันธ์ พิซซ่าโฮมเมดจริง ๆ จะเรียกว่าโฮมเมดก็ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะว่าไม่ได้ทำแป้งเองอะ ซื้อแป้งสำเร็จรูปมา แต่หน้าพิซซ่านี่ทำเองนะ
อันนี้ไม่ได้คิดสูตรเอง แต่แฟลตเมตเราเคยทำแล้ว (อยู่บ้านเค้าทำเองทุกอย่างรวมทั้งแป้งด้วย) ก็เลยให้เค้าสอน
ไม่คิดว่ามันจะง่ายอย่างงี้ (แหงล่ะ ก็ไม่ได้ต้องนวดแป้งนี่นา) แค่ซื้อมะเขือเทศกระป๋อง เลือกแบบ with herbs แล้วมาตั้งไฟ เคี่ยวจนน้ำงวด ใส่เกลือ กับใบ thyme แห้ง (จะใส่พริกพวก paprika ก็ได้) แล้วก็เอาซอสนี้ไปทาบนแป้งพิซซ่า
ต่อมาก็เป็นการแต่งหน้าพิซซ่า เริ่มด้วยแฮม จากนั้นเป็นเห็ดกับพริกหวาน แถมด้วยมะกอกนิดหน่อยทำให้สีเขียวของมันตัดกับสีแดงของพริกหวานดูสวยงาม เอาไปอบซัก 5 นาที จากนั้นก็ใส่ชีส (อันนี้ไม่ได้ซื้อมอซซาเรลล่ามา เลยใช้เชดดาร์ไปก่อน) อบต่ออีก 2 นาทีพอชีสละลายก็เป็นอันเสร็จ
ถ้าพิซซ่าอันนี้มันยุ่งยากไป เราแนะนำหน้า Prawn cocktail (วิธีทำนี่คิดออกตอนนั่งเรียน antenna อยู่ ใจลอยไปไกลนะเนี่ย - -")
เป็นอาหารที่ทำเร็วมาก เอาแป้งพิซซ่ามาใส่น้ำสลัด Thousand Island โปะกุ้งกับปูอัดลงไปแล้วใส่เตาอบ ซักพักก็ใส่ชีส เสร็จแล้ว...
รูปไม่ค่อยสวยอะ ตอนทำหิวเลยไม่รอจนชีสละลาย
ต่อจากนี้ไม่ต้องง้อพิซซ่าถาดละ 6 ปอนด์แล้ว(เวลาไปกินตามร้าน) ทำเองซื้อแป้งมาแค่ 25 เพนซ์เอง มะเขือเทศกระป๋องก็ 25 เพนซ์ แฮม เห็ด พริกหวานก็รวม ๆ กันไม่ถึงหนึ่งปอนด์หรอก 06 กุมภาพันธ์ กะปิ : อันตรายในครัวเมื่อวานไปได้สะตอมาจาก chinese supermarket ถ้าใครไม่รู้จักว่ามันหน้าตาเป็นยังไงก็เป็นเมล็ดสีเขียว ๆ อย่างนี้แหละ
![]() ที่ซื้อมาก็เพราะว่าตอนอยู่เมืองไทยคุณย่าทำอร่อยมาก อยากจะลองทำมั่ง ราคาก็ 100g 1.25 ปอนด์ ถือว่าแพงพอสมควร
อีเมลไปให้พ่อถามสูตรมาให้ ได้สูตรมาเมื่อเย็นพร้อมความคิดถึงจากคุณย่าและคำกำชับว่ากลิ่นกะปิมันอาจจะเหม็นสำหรับฝรั่งนะ เราก็ค่ะ ๆ ในใจคิดว่าไม่เป็นไรหรอก แฟลตเรามีแต่คนเอเชีย คนไนจีเรียเค้าก็บอกว่ากลิ่นกะปิโอเค (ตอนนั้นมันยังไม่ได้ลงไปผัดมั้ง)
เลือกเวลาทำตอนห้าโมงเย็น กะว่าคนอื่นยังไม่มาทำกับข้าว ขณะที่ใส่น้ำมันในกระทะนั่นเอง คนอินเดียก็เดินเข้ามาในครัวบอกว่าหิวมาก แล้วก็ตั้งหม้อเตรียมจะหุงข้าว
น้ำมันในกระทะร้อนแล้ว เราก็ใส่กะปิคลุกกับกระเทียมกับพริกลงไปผัด ควันฉุยเลย ซักพักคนอินเดียก็ร้องออกมาว่า "oh my god!" - -" เค้าถามเราว่าเราใส่อะไรลงไป เราก็บอก "shrimp paste" แล้วเค้าก็ยัง oh my god ต่อไป เราก็เลยรีบวิ่งไปเปิดหน้าต่างบานใหญ่ แต่กลิ่นมันก็ไม่ค่อยจางออกไปเท่าไหร่ (เครื่องดูดควันเปิดเต็มที่แต่แรกแล้ว)
ผัดหมูจนสุก ใส่สะตอลงไปผัด ๆ ก็เป็นอันเสร็จ กลิ่นก็จางลงไป...
หน้าตาออกมาไม่เหมือนที่คุณย่าทำเลยอะ ของเรามันแห้งมาก ๆ แต่รสชาติก็คล้าย ๆ (คิดเอาเอง คนเราทำเองกินเองก็เงี้ยแหละ :D ) กลับไปเมืองไทยต้องไปเรียนวิธีทำซะแล้ว
ปล. ได้ใบกะเพราของจริงมาแล้ว (ไม่ใช่ฮอราป้าแล้ว) กลิ่นมันต่างกันจริง ๆ ด้วยแหละ ปล.2 สะตอ = peteh bean ชื่อแปลกจริง ๆ 01 กุมภาพันธ์ Soft cookiesวันก่อนทำ soft cookies (แบบของ Mrs.Fields อะ) อร่อย ๆ ทำออกมาทีได้ตั้ง 24 ชิ้น กินเอง 5-6 ชิ้น ที่เหลือไล่แจก flatmates
ส่วนที่เมืองไทยก็มีคนติดใจคุกกี้ของ Mrs.Fields พอรู้ว่าเราทำก็เอาสูตรไปทำมั่ง เอาไปแจกที่แล็บ IDAR แล็บคอนโทรล แต่ไม่ค่อยมีคนเชื่อว่าทำเอง
อันนี้ที่เราทำ ใช่ช็อคโลแล็ตชิพน้อยไปหน่อย ใครอยากกินช็อคโกแลตชิพเยอะ ๆ กินเวอร์ชั่นที่เมืองไทยไปก่อนละกัน 29 มกราคม กะเพราไม่ใช่โหระพา :)วันนี้ตั้งใจไปในเมืองจะไปซื้อใบกะเพรา ทำอาหารไปตั้งเยอะแยะ แต่ผัดกะเพราแค่นี้กลับไม่เคยทำ
ไปถึง Chinese Supermarket ก็คนเยอะดี เพราะเป็นวันเสาร์และวันตรุษจีนด้วย (เกี่ยวหรือเปล่า) ก็ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ด้วยละกันนะ ขอให้ได้แต๊ะเอียกันเยอะ ๆ อิอิ ส่วนของเราไม่รู้จะโดนน้องเก็บแต๊ะเอียเราไปใช้แทนรึเปล่านะเนี่ย
ที่แผงขายผักมีผักเต็มเลย คนก็เยอะ อารามดีใจว่าวันนี้มีใบกะเพรา (คราวก่อนมาแล้วมันไม่มี) เลยรีบหยิบมา หยิบผักบุ้งมาอีกถุงนึงด้วยแล้วก็ไปจ่ายตังค์
ขากลับแวะซูเปอร์มาร์เก็ตซื้อหมูบดและพริกขี้หนู และของกินอื่น ๆ กลับมาถึงหอเอาของเก็บเข้าตู้เย็น เอ๊ะ ทำไมที่ถุงกะเพรามันเขียน Horapa หว่า อ้าว หยิบผิดมาซะแล้ว - -" (ความรู้ด้านผักไทยยังน้อยนัก)
ที่อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมือว่าวันนี้จะได้กินกะเพราก็เลยหมดไปโดยปริยาย ไม่เป็นไร เรามีหนังสือทำอาหารไทย มันต้องมีเมนูที่ใช้ใบโหระพาสิ เปิด ๆ ดูก็เป็นพวกแกงเขียวหวาน แต่เราไม่มีเครื่องแกงนิ แกงเผ็ดหน่อไม้ เอ อันนี้น่าสนใจ เปิดไปอีกก็เจอเนื้อผัดใบโหระพา อันนี้แหละใช่เลย (ไม่ใช่เพราะว่าอยากกินหรอก แต่วันนี้ซื้อเนื้อมาพอดี และในตู้เย็นเหลือหัวหอมครึ่งหัวจากเมื่อเช้า)
อารมณ์ตอนไปทำก็แบบว่า มันจะออกมารสชาติเป็นไงเนี่ย นึกไม่ออก มี flatmate คนไนจีเรียมายืนดูเราทำด้วยความสนใจ (ปรุงรสด้วยน้ำปลาและซอสหอยนางรม) เค้าไม่เหม็นน้ำปลานะ แถมบอกว่ากลิ่นคล้าย ๆ กับซอสของประเทศเค้าด้วย เราเลยหยิบกะปิมาให้เค้าดูอีกอัน เค้าก็บอกอันนี้กลิ่นยิ่งคล้ายกว่าอีก :D
เสร็จแล้ว เผ็ดนิดหน่อยเพราะใส่พริกด้วย (ปกติเราทำอะไรไม่ค่อยเผ็ดน่ะ)
อีกจานเป็นผัดผักบุ้ง อันนี้ flatmate บอกว่าผักอะไรยาวชะมัด :D (อันนี้กลับลืมใส่พริก - -")
แถมท้าย โหระพา = sweet basil กะเพรา = holy basil ผักบุ้ง = water spinach (จีน ong choy) 05 มกราคม ทอดมันราคาแพงใกล้จะสอบอยู่แล้วยังไม่วายหาเรื่องทำอาหารยาก ๆ (ก็ไม่ยากหรอกแต่ว่าใช้เวลาค่อนข้างนานอะ) เนื่องจากวันก่อนเดินในซุปเปอร์ผ่านเคาน์เตอร์ขายปลาแล้วเกิดอยากซื้อ (ไม่ได้อยากกินนะ) ก็เลยได้ปลา Haddock มา 2 ขีดกว่า ๆ ราคาเกือบ 2 ปอนด์
ซื้อมาแล้ว เอ ทำอะไรกับมันดี พลิกดูหนังสือทำอาหาร มีวิธีทำทอดมันด้วย เอาก็เอา แต่ทอดมันมันต้องมีถั่วฝักยาวกับใบมะกรูดนี่นา วันนี้ก็อุตส่าห์ไปซุปเปอร์จีน แต่ไม่มีแฮะ (จริง ๆ จะไปซื้อข้าว 5 กิโลอยู่แล้ว)
กลับมาก็เลยต้องทำทอดมันโดยใช้แต่เนื้อปลาล้วน ๆ ขั้นตอนก็ดูเหมือนจะไม่ยากอะไร สูตรบอกให้ปั่นเนื้อปลาให้ละเอียด เราก็กะจะใช้เครื่องปั่นน้ำผลไม้ - -" ปรากฏว่าเราใช้ปลาน้อยไปไง เนื้อปลามันก็เลยไม่ลงใบโดนตัวใบพัด แต่ว่ามาติดอยู่ขอบ ๆ แทน (ก็คือปั่นไม่ได้น่ะแหละ)
ทำไงดี เลยมาใช้วิธีชาวบ้าน ก็เอาเนื้อปลามาสับ ๆ น่ะแหละ เพิ่งรู้ว่ามันสนุกแฮะ (เสียงมีดกระทบกับเขียงเนี่ย) พอสับละเอียดแล้วก็เติมน้ำพริกแกงเผ็ด (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Red curry นะ) (1 ช้อนชาต่อเนื้อปลา 150g) น้ำปลาอีก 1 ช้อนชา ไข่อีก 1/3 ฟอง (คือสูตรจริง ๆ เค้าใช้เนื้อปลา 450g อะ แต่เราใช้แค่ 1/3 ของสูตร :P )
จากนั้นก็ปั้นแล้วใส่ลงทอดในกระทะได้เลย น้ำมันร้อนปานกลาง เป็นครั้งแรกที่เราทำอาหารแบบทอดโดยใช้น้ำมันเยอะ ๆ อะ รู้สึกได้เลยว่าเป็นครัวไทยจริง ๆ ทั้งกลิ่นทอดมัน เสียงทอดมันในกระทะ
น้ำจิ้มก็ง่าย ๆ เอาน้ำจิ้มไก่ที่มีมาเติมน้ำหน่อย หั่นแตงกวาใส่ลงไปก็เสร็จแล้ว
หน้าตาก็ออกมาเล็กน้อยแค่นี้แหละ (ทำตั้งนานกิน 5 นาทีหมด - -" )
ไว้วันหลังลองทำทอดมันปลาแซลมอนละกัน ท่าทางจะถูกกว่าปลา Haddock
24 ธันวาคม อาหารญี่ปุ่น ตอนที่ 2วกมาเข้าเรื่องอาหารอีกจนได้ เพราะว่าเมื่อวานไป Chinese supermarket มา เผอิญเจอเพื่อนคนไทยที่เค้ามี flatmate เป็นคนญี่ปุ่น เลยแนะนำซอสทำอาหารญี่ปุ่นมาอีกหลายอย่าง (เล่นเอาเกือบหมดตัว เพราะซอสแต่ละขวดก็ 2 ปอนด์อัพทั้งนั้น)
ว่าแล้วก็ประเดิมด้วยไก่ยากิโทริ
จริง ๆ จานนี้ที่เอารูปมาให้ดูทำผิดสูตร เพราะไก่ยากิโทริจริง ๆ ต้องเสียบไม้ย่าง แต่อันนี้เล่นเอาไปผัดซะนี่ เลยไม่ค่อยได้รสชาติไก่ย่างเท่าไหร่
ขอแก้ตัวด้วยอุด้งกับไก่ย่างซอสยากิโทริ
ไก่ชิ้นนี้ค่อยได้รสชาติไก่ย่างหน่อย ส่วนอุด้งชามนี้เป็นสูตรลัดนะ แปลว่าซื้ออุด้งพร้อมผงทำน้ำซุปรสไก่สำเร็จรูป (เหมือนมาม่าแหละ แต่อันนี้เป็นเส้นสด ต้องแช่ตู้เย็น) น้ำซุปอร่อยจริง ๆ (ก็มาพร้อมผงชูรสนี่นา อิอิ)
แถมด้วยรูปไก่ย่างเทอริยากิ
อยากกินมิโสะซุป เราก็ใช้ผงสำเร็จรูป แค่เติมน้ำร้อน คน ๆ กินได้ทันที
นี่เป็นรูปซอสยากิโทริ ส่วนขวดข้างขวาคือซอสปรุงเนื้อ (เข้าใจว่าจะออกมาคล้าย ๆ หมูเกาหลี) ไว้ลองทำก่อนว่าจะออกมารสชาติเป็นยังไง (มันไม่บอกวิธีทำไว้อะ - -") ใครรู้บ้างบอกที
16 ธันวาคม แซลมอนพาสต้าซอสครีมว่าจะไม่เขียนเรื่องอาหารแล้วนะ แต่ก็ต้องเขียนจนได้ เนื่องจากเส้นที่ซื้อมาทำอัลเฟรโดซอสยังเหลืออยู่ไง ก็เลยต้องหาเมนูพาสต้ามาจัดการกับเส้นที่เหลือให้หมด
และแล้วก็ไปได้สูตรแซลมอนพาสต้าซอสครีมมา วันนี้ก็เลยไปจ่ายตลาด เอ้ย ไปในเมืองมา (ทำอย่างกับแม่บ้านออกไปจ่ายตลาดทุกวัน)
ในสูตรบอกว่าต้องใช้ครีมสด ก็ไปหามาได้ แน่นอนเราเลือกแบบ reduced fat
แล้วก็ใบกระเพราฝรั่ง (basil) อันนี้ตอนแรกเกือบจะไม่ซื้อมาแล้ว กะว่าใช้แบบแห้งที่มีแทน แต่สุดท้ายก็ซื้อมาลองหน่อยละกันน่า ก็ดูราคามันสิ ใบไม้ราคา 40 บาทเนี่ย 5555
ลองทำดูแล้วก็ลุ้น ๆ ว่าการใส่ครีมไปเนี่ย รสชาติจะออกมาเป็นยังไงหนอ ลองชิมดู อร่อยแฮะ หอมใบกระเพรามาก ๆ อะ (ถ้าไม่ใส่ใบสดไม่มีทางได้กลิ่นหอมขนาดนี้แน่นอน)
กินคู่กับแซลมอนที่ทอดไว้แล้ว รสชาติเข้ากันดีเหลือเกิน เปรี้ยวมะเขือเทศนิด ๆ กับแซลมอนร้อน ๆ แถมด้วยกลิ่นหอมใบกระเพรา
แอบไปคำนวณแคลลอรี่มาเหมือนกัน ครีม 110 kCal เส้นพาสต้า 230 kCal รวมกันได้ 340 kCal ส่วนปลาแซลมอนแล้วแต่น้ำหนักนะ กินมากกินน้อยตามใจ
ปล. ปิดเทอมไปแล้ว 1 อาทิตย์ ใช้เวลาอ่านหนังสือไป 0% (ทำกับข้าว 30% ที่เหลือ Skype + MSN 15 ธันวาคม Blueberry Creamcheese Pieได้เวลาของหวานแล้ว บลูเบอร์รี่ครีมชีสพายนี้ได้สูตรมาจากแม่เราเอง ตอนอยู่เมืองไทยเคยช่วยแม่ทำอยู่ครั้งนึงมั้ง (ด้วยการเป็นเด็กล้างจาน 555) มาอยู่นี่เกิดอยากกิน ก็เลยขอสูตรกันผ่าน MSN ซะเลย
วิธีทำก็ง่าย ๆ เอาขนมปังบุหรี่มาป่น (ตอนอยู่บ้านใช้เครื่องปั่น) อยู่นี่ไม่มีขนมปังบุหรี่ ใช้บิสกิตใส่ถุงแล้วก็เอามือบี้ ๆ ให้มันแตกอะ บิสกิตมันร่วน ๆ อยู่แล้ว ก็เลยแตกง่าย สนุกดีแฮะขั้นตอนนี้
แล้วก็เอาบิสกิตป่นไปผสมกับเนยเหลว ใส่น้ำตาลนิดหน่อย แล้วก็อัดใส่พิมพ์ เอาไปอบในเตาอบซัก 2-3 นาทีพอให้มันแข็งติดกัน
ต่อมาก็เอาครีมชีส (ที่นี่เค้าเรียก soft cheese อะ) มาตีกับน้ำมะนาว เติมนมข้นหวานด้วย ชิมดูเอารสตามใจชอบ ตีเสร็จก็ตักใส่บนแป้งพายเมื่อกี้ แล้วเอาแช่ช่องแข็ง
เวลาจะกินก็เอามาใส่บลูเบอร์รี่ (ที่นี่เราก็ยังหาบลูเบอร์รี่กระป๋องไม่เจอ ใช้แยมบลูเบอร์รี่แบบ extra fruit ก็พอแทนกันได้ แต่มันจะข้น ๆ กว่าแบบกระป๋องหน่อย)
ทำเสร็จเมื่อวานก็กะว่าจะกินซักถาดนึง (ถาดเล็ก ๆ น่ะ อย่าคิดมาก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 cm) กินไปได้ครึ่งถาด เอ อยากรู้ว่ามันกี่กิโลแคลลอรี่นะ ก็เลยไปดูฉลากของพวกเนย ครีมชิสและนมข้นหวานมา
กะประมาณแล้วก็ออกมาแค่ 500 kCal ต่อถาดเอง 14 ธันวาคม Pasta Alfredo Sauceไม่ได้เขียนเรื่องอาหารตั้งนาน ไหน ๆ ช่วงนี้ก็ปิดเทอมแล้ว มีเวลาว่างมากมาย (หนังสือไว้ค่อยอ่านหลังปีใหม่
ช่วงนี้ก็เลยไปในเมืองซื้อของสดมาทำอาหารทุกวัน แถมช่วงนี้เบื่อ ๆ อาหารไทยนิดหน่อย (เล่นกินข้าวมาเดือนนึงเต็ม ๆ อะ พาสต้าไม่ได้แตะเลย) ก็เลยเปลี่ยนเมนูกลับเป็นอาหารฝรั่ง
คิด ๆ ว่าจะกินอะไรดี รู้แต่ว่ามีเนื้อสันในอยู่ในตู้เย็น ก็เลยจะทำสเต๊ก แล้วก็นึกถึง Neil's Tavern ขึ้นมาว่าเวลาไปกินทีไรก็สั่งออเดิร์ฟเป็น Prawn Cocktail บ่อย ๆ เลยตัดสินใจจะทำซะเลย
จริง ๆ แล้วไม่ยากหรอก แค่ซื้อผักสลัด (ขายเป็นถุง ๆ อยู่แล้ว) กับน้ำสลัด Thousand Island กะซื้อกุ้งมา กุ้งที่นี่เค้าก็ชอบขายแบบสุกแล้วนะ แบบดิบ ๆ หายากอะ (เพราะว่าต้องแช่แข็งมาจากเมืองไทยไง)
แค่นี้ก็เสร็จแล้วกับออเดิร์ฟจานนี้
เวลากินที่ร้านจะมีกุ้งมานับตัวได้ ตอนนี้ทำเองเลยใส่กุ้งไปเยอะแยะ เกือบจะมากกว่าผักอีกแหนะ 555
กินกับสเต๊กสันในแสนอร่อย และมันฝรั่ง
นั่นคืออาหารเมื่อวาน วันนี้ก็ไปในเมืองอีกเหมือนกัน อยากกินพาสต้าแบบเส้น ๆ อะ ก็เลยไปซื้อเส้นพาสต้า Tagliatelle แบบสดมา (แบบสดก็คือมันจะอยู่ในตู้เย็นะอะ ตัวเส้นค่อนข้างนุ่มอยู่แล้ว ต้มอีกแค่แป๊บเดียวก็กินได้แล้ว ต่างกับพาสต้าที่แห้ง ๆ อยู่ในถุงอะ)
เมนูนี้ Alfredo sauce ได้สูตรมาจากบล็อกแม่ปูนะ
ก็เอากุ้งที่ยังไม่ได้ใช้ของเมื่อวานมาผัดกับน้ำมันมะกอกกับกระเทียม (หอมมาก ๆ อะ รู้สึกจะไม่ได้กินกุ้งทอดกระเทียมพริกไทยนาน) แล้วก็ลวก spinach ไว้
ต่อมาก็ทำซอสขาว เอาแป้งละลายในนมไฟปานกลาง (อันนี้เราทำแล้วแป้งไม่ค่อยละลายอะ เฟอร์บอกว่าต้องละลายแป้งในน้ำก่อนค่อยเทใส่นม ไว้วันหลังจะทำใหม่นะ
จากนั้นก็เอาเส้นมาคลุกกับซอสขาว เติมเกลือ พริกไทย parsley แค่นี้ก็เสร็จแล้ว
จริง ๆ ในสูตรเค้าใส่ชีสด้วย แต่ว่าเราไม่มี แต่กุ้งกับกระเทียมเป็นตัวทำให้อาหารจานนี้อร่อยทีเดียวแหละ (low calorie ด้วย อิอิ เนื่องจากช่วงนี้อยู่ในช่วงน้ำหนักขึ้นเตรียมตัวสู้ความหนาว 555)
สำหรับของหวาน อดใจรออีกไม่นาน ตอนนี้ไปได้ผงโกโก้มาแล้ว ช็อคโกแล็ตมัฟฟินกับบราวนี่ต่อคิวรออยู่เลย อิอิ 01 ธันวาคม ถึงคราวอาหารญี่ปุ่นบ้างไม่ได้อัพบล็อกมานานเนื่องจากเพิ่งสอบย่อยเสร็จไปอีก 2 วิชา แถมไปได้งานทำช่วยเค้าขายของที่ German Christmas Market ในเมือง เลยไม่มีเวลาทำอาหารแปลก ๆ เลย - -"
เดี๋ยวไว้ค่อยเล่าเรื่องไปขายของ มาเริ่มเรื่องอาหารกันดีกว่า เริ่มจากจานแรก ข้าวราดแกงกะหรี่ญี่ปุ่น
อันนี้ทำไม่ยาก (มีคนสอนมาแล้ว คราวนี้ไม่ต้องโทรศัพท์ถามวิธีทำแบบตอนอยู่เมืองไทยแล้ว
สิ่งที่ขาดไม่ได้คือผงกะหรี่นั่นเอง ไปหาได้มาจาก Chinese supermarket ราคา 2.2 ปอนด์ ทำได้ 5 ที่
วิธีทำก็ตามข้างกล่องเลย ผัดหมูกับหัวหอม พอหมูสุกแล้วใส่แครอท มันฝรั่ง ใส่น้ำ รอจนเดือดแล้วปิดฝาเคี่ยวซัก 10 นาที แล้วก็ใส่ผงกะหรี่ลงไป คน ๆ ให้ละลายดีแล้วก็ตักเสิร์ฟได้เลย
หน้าตาก็ออกมาน่ากินอย่างนี้เอง ควันกรุ่น ๆ เลย
จานต่อมาคือแซลมอนเทอริยากิ อันนี้ยิ่งไม่ยากใหญ่ พระเอกของเราคือซอสขวดนี้
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าซอสหมักเทอริยากิ เอาปลามาหมักไว้ซักครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็เอาใส่เตาอบ ไฟประมาณ 220 องศาเซลเซียส ซัก 15-20 นาทีก็เรียบร้อย กลิ่นหอมไปทั้งครัวเลย
จานนี้ไม่มีรูปให้ดูนะ ตอนทำเสร็จหิวจัด ถ่ายรูปไม่ทัน อิอิ
จานที่สามเป็นปลาแมคเคอเรลต้มซีอิ๊ว วิธีทำก็เตรียมน้ำต้มปลา ประกอบด้วย
ก็เอาส่วนผสมทั้งหมดเนี่ยต้มให้เดือด แล้วใส่ปลา คอยราดน้ำลงบนปลาเรื่อย ๆ พอเดือดอีกทีก็ลดไฟลง เอาฝาปิด ต้มซัก 10 นาที จริง ๆ สูตรเค้ายังมีต่อให้ใส่มิโสะกับน้ำที่เหลือ (หลังเอาปลาขึ้นแล้ว) ก็จะได้น้ำราดข้น ๆ แบบเวลากินซาบะย่างซีอิ๊วอะ แต่เราไม่มี กินแค่ปลากับน้ำราดธรรมดาก็อร่อยแล้ว รสชาติเหมือนซาบะย่างซีอิ๊วยังไงอย่างงั้นเลย จริง ๆ ว่าจะทำไข่ม้วนอีกอย่าง อุตส่าห์ได้สูตรมาจากเพื่อนคนญี่ปุ่นแล้ว แต่ยังไม่เคยลองทำซะที เอาไว้มีโอกาสลองทำจะมาบอกผลละกัน
เอาไว้ไป Chinese supermarket รอบหน้าจะซื้อผงทำซุปมิโสะมา คราวนี้จะได้กินอาหารญี่ปุ่นครบสูตร แอบเล็งขนมปังป่นไว้แล้วด้วย ถ้ามีเวลาจะทำทงคัสซึดู อิอิ 19 พฤศจิกายน เรื่องของเนื้อเมื่อวานซื้อเนื้อจะมาทำสเต็คตามสูตรของพ่อ ตอนไปเลือกเนื้อก็ตาลายเนื่องจากมีเนื้อหลายแบบให้เลือก ขึ้นอยู่กับว่าส่วนไหนของวัวน่ะ จำได้ลาง ๆ ว่าอะไรเป็นอะไรตามนี้ล่ะมั้ง
วิธีดูก็ไม่ยาก อันไหนแพงสุดก็อันนั้นแหละ จำได้ว่าที่เมืองไทยกิโลละประมาณ 500 บาท ซื้อที่ Foodland ที่นี่กิโลละ 15.99 ปอนด์(เอง) เป็นเงินไทยเท่าไหร่ไม่รู้ ขี้เกียจคูณ รู้แต่ว่าซื้อมา 200 กว่ากรัม หมดไป 4 ปอนด์ได้ แค่ 300 บาทเอง เวลาไปกิน Neil's Tavern ทีเนื้อชิ้นละตั้งเป็นพัน (พูดแล้วก็อยากกิน...)
เท่าที่เรารู้นะ ผิดถูกยังไงก็แก้ไขด้วย อ้อ ถ้าใครเคยกินเนื้อมัตสึซากะก็จะรู้ว่ามันนุ่มขนาดไหน ไปแอบรู้มาว่าที่มันนุ่มก็เพราะวิธีเลี้ยงเค้าเลี้ยงวัวอย่างดี วัวจะได้กินแอปเปิ้ลกับเบียร์ แล้วก็มีการนวดให้วัวในสาเกด้วย การนวดในสาเกก็เพื่อ 1.เนื้อวัวจะได้นุ่ม และ 2.สาเกจะป้องกันพวกเห็บกับหมัดด้วย ส่วนที่ให้วัวกินเบียร์ก็เพื่อที่มันจะได้เจริญอาหาร เนี่ยแหละ เนื้อมัตสึซากะถึงได้แพงขนาดนี้ 15 พฤศจิกายน Cooking vs. Bakingในความเห็นเราแล้ว เราว่าการทำอาหารกับการทำขนมเป็นศิลป์กับศาสตร์นะ จะอธิบายว่าการทำอาหารค่อนข้างจะเป็นศิลป์ เนื่องจากไม่มีปริมาณเครื่องปรุงตายตัว ใส่ตามความชอบของแต่ละคน ชิมแล้วก็เติมเอาได้
ส่วนการทำขนม ออกจะเป็นศาสตร์นิดหน่อย เนื่องจากต้องมีความแม่นยำในการชั่ง ตวง วัดส่วนผสมทั้งหลาย ลำดับในการใส่ส่วนผสมก็สำคัญ บางอย่างต้องแยกของแห้งกับของเปียก หรือขั้นตอนการทำก็สำคัญ การเทแป้งลงไปทีเดียว อาจจะทำให้ขนมออกมาหน้าตาแตกต่างจากการค่อย ๆ ใส่แป้งลงไปได้
พูดมาซะเยอะ มาผ่อนคลายด้วยสูตรมัฟฟินง่าย ๆ กันดีกว่า (เป็นมัฟฟินชนิดแรกที่เราทำแล้วข้างในนุ่ม ข้างนอกกรอบนิดนึงกำลังอร่อย :D )
Chocolate chip muffin อันนี้เป็นสูตรสำหรับทำได้ 6 อันนะ เนย 60g น้ำตาลทรายแบบละเอียด 36g น้ำตาลทรายแดง (แปลถูกรึเปล่า ภาษาอังกฤษใช้ว่า dark brown sugar น่ะ) 16g ไข่ 1 ฟอง แป้ง 100g หรือประมาณ 1 ถ้วยตวง ผงฟู 1/2 ช้อนชา นม 66ml choc chip 50g
1. ขั้นแรกก็ตั้งอุณหภูมิเตาอบไปที่ 180-190 องศาเซลเซียส 2. ละลายเนย (เราใส่ไมโครเวฟแป๊บเดียวอะ 10 วิได้) แล้วก็ใส่น้ำตาลลงไป คน ๆ ตี ๆ ให้เข้ากัน จากนั้นค่อย ๆ ตอกไข่ใส่ลงไป คนให้เข้ากันดี (เนยมันชอบจับตัวเป็นก้อน ๆ อะ เอาตะกร้อคน ๆ ให้ดี) 3. ค่อย ๆ ใส่แป้งและผงฟู สลับกับใส่นม ค่อย ๆ ใส่ไปคนไป จนหมด ตอนนี้ส่วนผสมของเราก็จะเหนียว ๆ หนืด ๆ ดี 4. ใส่ chocolate chip ลงไป 5. ทาเนยในถาดอบ แล้วตักส่วนผสมใส่ลงไป เค้าบอกว่าให้ใส่ประมาณ 3/4 ของขอบบน พออบเสร็จมันจะฟูขึ้นมาพอดี อบใช้เวลาประมาณ 25 นาที
เสร็จแล้ว ไม่ยากเลย ซักพักครัวก็จะเต็มไปด้วยกลิ่นเนยหอม ๆ หน้าตามัฟฟินก็ออกมาน่ากินอย่างข้างล่างเนี่ยแหละ ปลา Halibut (สามรส)วันนี้อุตส่าห์ไปซื้อปลา Halibut มา ราคาตั้ง 2 ปอนด์กว่า ๆ แหนะ (หนัก 290 กรัม) ก็เอามาหมักน้ำปลา แล้วก็ลงไปทอด คราวนี้รู้เคล็ดลับแล้วว่าเวลาทอดปลาให้โรยเกลือไปในน้ำมันด้วย จะได้ไม่กระเด็นเวลาทอด (คราวที่แล้วกระเด็นซะแสบเลย)
ทอด ๆ ไปก็ไม่มีอะไรหรอก เสร็จแล้วก็เอาขึ้นมาพัก เกิดอยากทำน้ำราดเป็นปลาสามรสขึ้นมา ในหนังสือคู่มือทำอาหารด้วยไมโครเวฟบอกว่าให้เอาน้ำมันที่เหลือใส่กระเทียมกับพริกสับเข้าไป ใส่ไมโครเวฟ 30 วินาที ก็โอเค ออกมาหอมพริกกับกระเทียมดี ต่อมาให้ใส่น้ำตาลปี๊บกับน้ำปลา (อุตส่าห์ขูดน้ำตาลปี๊บออกมาใส่) ใส่ไมโครเวฟเข้าไปได้เกือบนาทีก็สังเกตเห็นควันลอยออกมาจากไมโครเวฟ ปรากฏว่าไหม้สนิท ดำปิ๊ดปี๋เลย :( เหม็นมาก ๆ เลยด้วย ก็เลยหมดอารมณ์ทำน้ำราดปลาต่อ เอาปลาที่ทอดเสร็จแล้วเก็บใส่ตู้เย็น
เลิกเรียน 6 โมงกลับมาก็อุ่นปลากินกับข้าว (และผัดผักที่ทำไว้แล้ว) มันก็โอเคแฮะ (เพราะหมักน้ำปลาไว้เยอะ ความเค็มทำให้รสชาติออกมาดี :D )
อ้อ จะบอกว่าปลา Halibut มันเนื้อไม่แน่นเลยอะ ทอดออกมาแล้วเละ ๆ ไงไม่รู้ ไม่เหมือนปลาอินทรี (อุตส่าห์จินตนาการไว้ อิอิ)
ไม่ได้ถ่ายรูปนะ เพราะว่าปลามันเละ ๆ แถมตอนนั้นกำลังเหม็นน้ำตาลปี๊บไหม้จัด ๆ รีบเปิดเครื่องดูดควัน ประตู หน้าต่าง แล้วหนีออกมาจากห้องครัว :D 01 พฤศจิกายน พาสต้าซอสเนื้อ สูตรจากวาว :Dไม่มีอะไร แค่อ่าน blog วาวแล้วเกิดอยากทำพาสต้าซอสเนื้อมั่ง (เนื่องจากมีเนื้อบดพอดี และชีสที่ใกล้จะหมดอายุ 555) แต่ของเราใส่ tomato puree ด้วย แล้วก็เอาชีสมาโปะหน้าข้างบนแทน สังเกตในรูปดี ๆ จะเห็นว่ามีชีสบางส่วนละลาย yummy!
ขอบคุณวาวมากฮะ สำหรับมื้อนี้ :D 27 ตุลาคม Gai lan = ผักคะน้าหลังจากที่เห็นผักชื่อประหลาดนี้อยู่ใน Chinese Supermarket เป็นเวลานาน ก็มีผู้รู้ไขข้อข้องใจให้ว่ามันคือผักคะน้าชนิดนึงนั่นเอง
เมื่อวานก็เลยไปลองซื้อมาดู แพงนะเนี่ย โลละตั้ง 5.95 ปอนด์ ที่ซื้อมาก็ 2 ปอนด์กว่าอะ
ไม่รู้จะทำอะไร ก็เอามาลวกละกัน ตอนแรกกลัวว่าผักจะลวกแล้วไม่อร่อยเพราะไฟแรงไม่พอ (เตาที่นี่เป็นเตาไฟฟ้า ไม่ใช่เตาแก๊สน่ะ) แต่ก็โอเคแฮะ พอน้ำเดือดจัด ๆ ก็หย่อนผักลงไป นับ 1-5 แล้วก็ตักขึ้น อืม ใช้ได้ ๆ
ส่วนน้ำราดเนี่ย ไม่อยากพูดถึง ไม่อร่อยเลย T_T น้ำมันหอยมีกลิ่นอย่างกับกุ้งแห้ง เค็มปี๋อีกต่างหาก สุดท้ายก็กินกับข้าวเนี่ยแหละ รสชาติของผักมันก็อร่อยอยู่แล้ว (พยายามคิดเอาเองอยู่ว่าอร่อย อิอิ)
รูปอยู่ข้างล่าง เป็นไง หน้าตาดูดีเปล่า :D ข้าวมันไก่ :Dหลังจากอยากกินข้าวมันไก่มานาน วันนี้ก็ได้ฤกษ์ลองทำซะที ก็ไม่ได้อะไรหรอก แค่ว่าวันนี้ลงทุนไปหอบเต้าเจี้ยวขวดเบ้อเริ่มมากจาก Chinese supermarket กะซื้อขิงมา
วิธีทำไ่ก่ก็ไม่ยากอะไร แค่ต้มในน้ำ(ใส่เกลือนิดหน่อย) ไปเรื่อย ๆ จนมันสุก แล้วก็ตักขึ้นมาพักไว้ น้ำที่ต้มไก่ถ้าเคี่ยวต่อไปเรื่อย ๆ ก็กลายเป็นน้ำซุปหอมอร่อย (น่าจะมีฟักนะเนี่ย)
ข้าวมันไก่จะอร่อยมันอยู่ที่น้ำจิ้ม เราก็อุตส่าห์ไปหาสูตรมา วิธีทำก็สับขิงให้ละเอียด (เกิดมาเพิ่งเคยเอาขิงมาทำกับข้าวเนี่ยแหละ) สับกระเทียม แล้วก็สับพริก กะปริมาณให้พริก ขิงและกระเทียมเท่า ๆ กัน (อันนี้สูตรไม่ได้บอก คิดเอาเอง)
จากนั้นตั้งน้ำนิดหน่อยให้เดือด พอเดือดแล้วใส่ขิง กระเทียม พริกลงไป จากนั้นก็เทเต้าเจี้ยว (อย่าเทเยอะไปมันเค็มมาก) เติมน้ำตาล คน ๆ นิดหน่อย ชิมให้รสชาติพอใช้ได้ก็โอเค ที่เราทำน่ะเหรอ น้ำจิ้มเค็มจัดเลย (ก็เล่นใส่เต้าเจี้ยวไปซะเยอะแยะ) ก็เลยต้องใส่น้ำให้มันเจือจางหน่อย แล้วก็เทน้ำตาลลงไปอีกหลายช้อน :D สุดท้ายพอเอามากินกับไก่กับข้าว มันก็เลยรสชาติออกมาพอดี ๆ (คิดเอาเองเปล่าหว่า 555)
จริง ๆ เว็บที่ไปเอาสูตรมา เค้าบอกวิธีทำข้าวมันด้วย แต่ดูจะยุ่งยากเกินไปสำหรับวันนี้ เลยกินกับข้าวสวยแทนไปก่อนละกัน ถ้าใครสนใจก็ไปดูได้ที่นี่ http://www.kruaklaibaan.com/board/index.php?PHPSESSID=348e316293faaaa71cd1d5837e73ce6d&topic=717.0
|
|
|