แฟ้มประวัติFon: Wisdom shall lead t...รูปถ่ายบล็อกรายการ เครื่องมือ วิธีใช้

บล็อก


16 กุมภาพันธ์

JLPT level 1

ในที่สุดผลสอบภาษาญี่ปุ่นระดับ 1 ก็ออกซะที หลังจากเฝ้ารอจดหมายมาหลายวัน
ไม่เสียแรงรอคอยเพราะแอบสอบผ่านด้วย ถึงคะแนนจะไม่หรูเท่าของปีที่แล้วก็ตามที

Writing/Vocabulary       69/100
Listening                      70/100
Reading/Grammar       176/200
Total score                 315/400 (78%)

พอได้กลับไปอ่านบล็อกที่ตัวเองเขียนไว้เมื่อปีที่แล้ว ก็พบว่ายังไม่ผ่านเป้าหมายที่ตัวเองตั้งไว้แฮะ เพราะบทสนทนาทั่ว ๆ ไปก็ยังฟังได้ไม่หมด แต่คิดว่าคันจิอ่านได้เพิ่มขึ้นเยอะทีเดียว ปีนี้เลยตั้งใจว่าจะพยายามดูหนังดูละครญี่ปุ่นให้รู้เรื่อง (ฝึก listening ว่างั้น)

ถึงจะสอบผ่านแต่ก็ต้องเตือนตัวเองว่ายังมีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะ
31 มกราคม

Japanese Thinking #1

อยากจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับความ ละเอียดของคนญี่ปุ่นมานานแล้ว มีหลายมุมที่อยากจะพูดถึง จะทยอย ๆ เขียนละกัน

วันนี้ขอเริ่มด้วยเรื่อง "ที่ฉีก"

อาจจะฟังดูงง ๆ (คนเขียนเองก็งงก็นึกภาษาไทยไม่ออกเหมือนกัน)
เอาเป็นว่าเวลาแกะ ซองพลาสติก เช่นซองขนม เราจะก็มองหารอยบากที่ทำไว้ให้ฉีกง่าย ๆ ซึ่งบางทีก็มีบ้างไม่มีบ้าง บางทีก็ต้องใช้กรรไกรตัดเอา

แต่ที่ญี่ปุ่น แทบทุกอย่างจะทำไว้ให้เปิดได้ง่าย ๆ แถมบางทีรอยบากที่ว่านี้ไม่ได้มีแค่รอยเดียวด้วย แต่สามารถฉีกได้ตลอดด้านนั้น ๆ เลย

ถ้ามีเขียนว่าฉีกได้ตรงไหน ถึงแม้มันจะดูไม่น่าฉีกออกสักเท่าไหร่ แต่ฉีกไปเถอะ รับรองว่าขาด
ซองข้างล่างนี้เขียนไว้ว่าฉีกได้ตลอดแนวสีน้ำตาล

หรืออย่างพลาสติกที่หุ้มขวด เค้าก็ยังอุตส่าห์ทำรอยประเป็นแถบเล็ก ๆ ให้ฉีกเปิดได้ง่าย

ซองจดหมายก็ยังอุตส่าห์ทำรอยประให้ เปิดแบบนี้ (อันนี้ไม่ค่อยเจอเท่าไหร่)

เรียกได้ว่าคนญี่ปุ่นเอาใจใส่แม้แต่ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ
06 มกราคม

ทำไมคนที่อาวุโสต่ำกว่าจึงต้องนั่งใกล้ประตู

แต่ก่อนก็เคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับมารยาทของคนญี่ปุ่น เค้าก็บอกว่าคนที่อาวุโสมากต้องนั่งไกลจากประตูที่สุด แล้วก็ลดหลั่นกันไป อาวุโสน้อยสุดก็อยู่ใกล้ประตูที่สุด

ก็ฟังดูเป็นมารยาททางสังคมทั่วๆ ไป แต่เคยคิดไหมว่าทำไมถึงต้องเป็นอย่างนี้
(ตอน อ่านหนังสือเรายังคิดเลยว่า ปกติผนังตรงข้ามกับประตูจะมีรูปภาพตกแต่งแขวนเอาไว้ แต่ทำไมคนอาวุโสสูงถึงได้นั่งหันหลังให้รูปภาพ อดมองเห็นรูปภาพประดับเลย)

วันนี้เพิ่งได้คำตอบมาด้วยตัวเอง (อาจจะช้ากว่าคนอื่นแต่ก็อยากเอามาแบ่งปันกัน)

วันนี้ ไปกินข้าวกับคนที่บริษัท เราก็เข้าค่อนข้างเป็นคนแรกๆ ไม่ได้คิดอะไรมากก็เดินเข้าไปด้านในสุด แล้วคนก็เข้าตามๆ กันมาก็เลยเลยตามเลย โต๊ะก็เป็นโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตอนแรกยังคิดเลยว่านั่งตรงนี้ตักอาหารยากแฮะ อยู่ไกลที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าคนที่นั่งกลางๆ โต๊ะต้องคอยตักอาหารให้เรา ทั้งๆ ที่เค้าก็เป็นเจ้านายเรา ส่วนคนที่อยู่ใกล้ประตูที่สุดต้องคอยเรียกบริกรให้ เวลามีคนอยากสั่งอาหารเพิ่ม

ก็เลยเข้าใจตอนนั้นเองว่าคนที่อยู่ใกล้ ประตู จะถูกใช้งานมากที่สุด เพราะฉะนั้นจึงควรเป็นผู้ที่มีอาวุโสน้อยที่สุด จะได้บริการได้เต็มที่
02 มกราคม

ขยะ เรื่องที่ถูกมองข้าม

ขยะ ถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆ ที่จริงแล้ว เราผลิตขยะอยู่ทุกวันจากการใช้ชีวิตประจำวันของเรา
 
เวลาไปซื้อของจากห้างสรรพสินค้าต่างๆ ถุงกระดาษ ถุงพลาสติกที่ได้มา มักจะมีเขียนไว้ว่าผลิตจากวัสดุรีไซเคิล
แต่เคยสงสัยไหมว่า ในเมื่อเราไม่ได้แยกขยะก่อนทิ้งเลย แล้วเค้าเอาอะไรไปรีไซเคิลเพื่อผลิตถุงเหล่านี้
 
คนไทยไม่มีนิสัยแยกขยะ เพราะไม่รู้ว่าหลังจากการทิ้งของเรา ขยะจะถูกนำไปทำอะไรบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะเราทิ้งกระดาษ หรือกล่องพลาสติกดีๆ รวมไปกับขยะเปียก ซึ่งทำให้กระดาษหรือพลาสติกเหล่านั้นเปรอะเปื้อนและนำไปรีไซเคิลต่อได้ยาก
 
โดยส่วนตัวแล้ว เป็นคนชอบแยกขยะก่อนทิ้งตั้งแต่ตอนอยู่เมืองไทย แต่ก็ทำได้แค่ระดับตัวเอง พอได้มาอยู่ที่ญี่ปุ่นก็เลยชอบระบบการแยกขยะก่อนทิ้งของญี่ปุ่น เพราะเรารู้ว่าขยะที่เราแยกไว้ จะถูกนำเอาไปรีไซเคิลจริงๆ
 
อยากจะให้เมืองไทยมีระบบรีไซเคิลที่ดี แต่จะรอหน่วยงานราชการก็คงอีกนาน
ทั้งนี้ทั้งนั้น ทุกอย่างเริ่มจากตัวเราได้ อย่างน้อยก็แยกขยะในบ้าน ลองทิ้งขยะรีไซเคิลได้ในถุงใส แล้วหวังว่าคนที่มีอาชีพขายของเก่าจะมาพบแล้วนำมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
13 กันยายน

งาน งาน งาน (FFT returns)

เรื่องงานนี่บ่นเท่าไหร่ก็ไม่หมดเนอะ ช่วงว่างงาน(เท่าที่จำได้รู้สึกจะแค่อาทิตย์เดียวเมื่อเดือนพฤษภา)ก็รู้สึกเบื่อ แต่หลังจากนั้นก็มีงานตลอด จนรู้สึกว่าไม่ได้พักเลย จบโปรเจคเก่าเมื่อสองอาทิตย์ก่อน โปรเจคใหม่ก็เข้ามาทันที
 
โปรเจคเก่าเราทำเกี่ยวกับเรดาร์ที่ติดในรถยนต์ แต่ก็ไม่ได้ทำตรงตัวเรดาร์จริง ๆ ทำตรงระบบอื่น ๆ เช่นมอเตอร์, EEPROM, หรือพวกระบบ Fail Safe ทั้งหลาย
 
พอมาโปรเจคใหม่ลูกค้าก็ยังเป็นเจ้าเดิมแต่มาจากโกเบ (จะได้ไปเที่ยวโกเบซะที) ก็เกี่ยวกับเรดาร์อยู่ดี แต่คราวนี้จะได้ออกแบบตรงระบบหลักหน่อย ซึ่งก็คือ object recognization นั่นเอง ฟังดูคงจะงง ๆ ว่ามันคืออะไร พูดง่าย ๆ ว่า antenna ที่ติดอยู่หน้ารถก็จะส่งคลื่นออกไปแล้วคลื่นก็จะสะท้อนกลับเข้ามา ซึ่งฮาร์ดแวร์ก็จะทำการแปลง RF, Base Band (ฟังคุ้น ๆ เปล่า) แล้วสุดท้ายก็มาแปลง FFT
 
ผล FFT เนี่ยแหละที่เป็น input ของโปรแกรมเราในเฟสนี้ ซึ่งลูกค้าก็มี spec มาแล้วว่าจาก FFT จะต้องทำอะไรยังไงมันถึงจะกลายมาเป็นข้อมูลของ object เช่นพวกความเร็ว ความเร่ง ระยะทาง ตำแหน่ง power ฯลฯ หน้าที่ของเราก็คือออกแบบโปรแกรม(ขั้นนี้ยังแค่ออกแบบ ไม่ได้เขียนโค้ด) ที่มันจะทำงานได้ตาม spec ที่เค้ากำหนดมา
ก็เลยทำให้ได้รู้ว่าจาก FFT กว่ามันจะกลายเป็นข้อมูลที่ใช้งานได้ ต้องผ่านขั้นตอนยุ่งยากทีเดียว (ตอนนี้ยังรู้สึกยากอยู่เพราะอ่านไม่รู้เรื่อง)
 
การ design ไม่ใช่แค่อ่านภาษาญี่ปุ่นออกแล้วจะทำได้ เพราะมันมีสิ่งที่ซ่อนอยู่เสมอ อย่างเช่นขั้นนี้ต้องการ input อะไร เอามาจากไหน แล้ว output ของมันจะถูกเอาไปใช้ที่อื่นตรงไหนบ้าง แต่ที่สำคัญที่สุดและยากที่สุดก็คือภาพรวมของโปรเจค ต้องวาดภาพใหญ่ออกมาให้ได้ว่าโมดูลตรงนี้มี input/output อะไร ถูกเอาไปใช้ต่อที่ไหน เพราะการออกแบบโดยคิดถึงโมดูลเดียว โมดูลนั้นอาจจะออกมาดีแต่ output ที่ออกมาอยู่ในรูปแบบที่โมดูลอื่นเอาไปใช้ต่อได้ยาก เป็นต้น
 
ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็ประมาณอารมณ์อ่านหนังสือสอบไฟนอล ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือเข้าใจเป็นบท ๆ แล้วจะทำข้อสอบได้ ต้องอ่านทั้งเล่มเข้าใจความเกี่ยวข้องระหว่างบทด้วย
 
ที่รู้สึกลำบากใจอีกอย่างก็คือเรื่องของเวลา ที่มีเวลาแค่สองอาทิตย์ เท่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เสาร์อาทิตย์ก็ต้องนั่งทำงานอยู่บ้าน เรารู้สึกว่าให้ทำให้เสร็จแบบมั่ว ๆ ก็ทำได้อะนะ แต่มันคงไม่ถูก 100% แล้วถ้าปล่อยให้ design แย่ ๆ ผ่านไป สุดท้ายก็เราเองเนี่ยแหละที่จะต้องแก้ให้มันถูกตอนไปเทสต์
 
สรุปก็คือคงจะยังต้องเหนื่อยกับงานไปอีกสามเดือนกว่าจนกว่ามันจะจบ...
12 พฤษภาคม

action = reaction

"เมื่อมีใครออกแรงมาแล้วเราต้านไว้ นั่นคือเราก็ออกแรงเท่ากับเขา
และเช่นเดียวกันเมื่อเราต่อต้านวัตถุนิยมเราก็ย่อมเป็นพวกวัตถุนิยมอย่างหนึ่ง"
 
จากคอลัมน์"คุยกับประภาส"
มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙
10 พฤษภาคม

ผักชี = อาหารไทย?

ครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า"พัก-ชี" ในบทสนทนาภาษาญี่ปุ่น ก็เล่นเอาอึ้งไปนิดหน่อยที่ได้รู้ว่าคำว่าผักชีถูกเรียกทับศัพท์ในภาษาญี่ปุ่น แต่นอกจากจะเป็นแค่คำภาษาไทยยังไม่พอ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าผักชีเป็นผักที่เป็นอาหารหลักในอาหารไทย ดังตัวอย่างบทสนทนา(ที่เติมแต่งเองบ้าง)ข้างล่าง

ณ ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ขณะที่บริกรยกคัทสึด้งมาเสิร์ฟ  (ข้าวหน้าหมูทอด ที่มากับไข่กึ่งสุกกึ่งดิบ)

คนญี่ปุ่น: โอเคเปล่า กินไข่ดิบได้มั้ย
เรา:       ได้สิ ญี่ปุ่นไม่มีไข้หวัดนกไม่เป็นไรหรอก
(เนื่องจากเราไม่ชอบต้นหอม จึงเริ่มเขี่ยต้นหอมออก)
คนญี่ปุ่น: อ้าว ไม่ชอบกินต้นหอมเหรอ
เรา:       อื้อ นอกจากนี้ผักชีก็ไม่ชอบเหมือนกัน
คนญี่ปุ่น(ทำเสียงหลง): จริงอ้ะ คนไทยไม่ได้กินผักชีกันทุกคนเหรอ
เรา:       ไม่ช่าย เราเนี่ยแหละคนนึงอะ ไม่ชอบผักชี
คนญี่ปุ่น: นึกว่าคนไทยจะกินผักชีในอาหารทุกวันซะอีก เช่นแกงผักชี
เรา:       ("-_- แค่นึกภาพแกงจืดที่เต็มไปด้วยผักชีก็สยองแล้ว) ผักชีแค่เอาไว้ตกแต่งแค่นั้น ไม่ได้เอาไว้กินจริง ๆ จัง ๆ
คนญี่ปุ่น: อ้อเหรอ แต่จะว่าไป คนญี่ปุ่นที่ไม่ชอบซูชิก็มีเหมือนกันนะ
           ...

ก็เป็นความรู้ใหม่ ๆ ว่าคนญี่ปุ่นที่ไม่ชอบซูชิก็มี ส่วนการกินวาซาบิ ใช่ว่าเค้าจะกินกันตั้งแต่เด็ก ๆ นะ มาเริ่มหัดกินกันประมาณม.ต้น (เป็นการแสดงออกว่าตัวเองโตแล้วอย่างนึง) แต่คนญี่ปุ่นที่ไม่ชอบวาซาบิก็มี เป็นต้น

ก็นานาจิตตังแหละนะ

06 พฤษภาคม

ไปรษณียบัตรในญี่ปุ่น

อยากจะเขียนถึงไปรษณียบัตรที่ญี่ปุ่นมานานแล้ว เพิ่งจะได้มีเวลาเขียนซะที
ก็เป็นไปรษณียบัตรขนาดธรรมดา ๆ เนี่ยแหละ ด้านหลังมีชื่อที่อยู่ของเรา

IMG_1153

จะต่างกันก็ตรงที่ไปรษณียบัตรที่นี่แกะได้ ลองดูที่มุมขวาล่างของรูปข้างบนดูสิ

แกะออกมาก็จะพบกับเนื้อหาด้านใน

IMG_1154

ที่ชอบก็เพราะว่าปกติไปรษณียบัตรจะใส่ข้อความที่เป็นความลับไม่ได้ แต่ของที่นี่ถ้าแกะออกมาแล้วจะปิดกลับให้เป็นสภาพเดิมไม่ได้ ก็จะรู้ได้ทันทีว่าโดนแกะอ่านไปแล้ว เป็นการป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลที่ส่งทางไปรษณียบัตร ส่วนอีกอย่างนึงก็คือแทนที่จะต้องส่งเป็นจดหมายก็ส่งเป็นแค่ไปรษณียบัตร ประหยัดกระดาษดี

04 พฤษภาคม

นี่มันบัตร BTS ค่ะ

ตั้งแต่กลับมาก็ใช้แต่ BTS ตลอด แต่เมื่อวันก่อนจากสีลมจะมาเซ็นทรัลลาดพร้าว ก็เลยจะขึ้นรถไฟใต้ดิน ลงไปถึงก็เอ๊ะ เรามีบัตรเติมเงินอยู่นิ แต่คงไม่เหลือเงินแล้วต้องไปเติมตังค์ซะหน่อย ก็เลยไปที่เคาน์เตอร์ ยื่นบัตรกับเงิน 100 บาทให้ พอพนักงานเค้าเอาบัตรเราไปดูเพียงแว้บเดียวก็ตอบกลับมาว่า "นี่มันบัตร BTS นะคะ"

ก็เลยถึงบางอ้อว่าทำไมก่อนหน้านี้เราถึงใส่บัตรรถไฟใต้ดินกับบัตรรถไฟฟ้าไว้ในกระเป๋าตังค์ด้วยกันแล้วผ่านประตูของ BTS ไม่ได้ (ก็บัตรที่เราเข้าใจว่าเป็นของรถไฟใต้ดิน จริง ๆ แล้วมันเป็นรถไฟฟ้า พอใส่ไว้กับบัตรรถไฟฟ้าด้วยกันเครื่องก็เลยอ่านไม่ได้)

กว่าจะรู้ว่าตัวเองพกบัตรรถไฟฟ้าสองใบตลอดเวลาที่กลับมาเมืองไทยก็เกือบจะวันกลับแล้ว กลับมาเมืองไทยคราวหน้าจะไม่ให้พลาดแล้ว :D

ปล.แล้วเมื่อไหร่รถไฟฟ้ากับรถไฟใต้ดินจะรวมระบบกันเนี่ย

02 เมษายน

魚の目

วันนี้ไปเดินร้านขายยา อยู่ ๆ ก็ไปสะดุดตากับกล่องนี้
 
 
 
กำลังจะอ่านว่ามันเป็นอะไร ก็เจอภาษาญี่ปุ่นคำนี้เข้าให้ "魚の目" ซึ่งแปลตรง ๆ ได้ว่า "ตาของปลา" หรือก็คือ "ตาปลา" นั่นเอง
 
อะไรจะเหมือนกันขนาดนั้น - -"
 
จริง ๆ แล้วก็มีอีกหลายคำเหมือนกันที่ภาษาไทยกับภาษาญี่ปุ่นเหมือนกันแบบคำต่อคำ ทั้ง ๆ ที่ภาษาอังกฤษแปลไปคนละเรื่องเลย ไว้ว่าง ๆ จะลองรวบรวมดู
 
14 กุมภาพันธ์

Kokoni iruyo : I'm right here

เห็นพี่แอนท์แปลเนื้อเพลงลงบล็อกแล้วเลยเกิดไอเดียอยากทำบ้าง

เพลงนี้ฟังสบาย ๆ ความหมายก็ดี(ชอบท่อนฮุกน่ะ) ก็เลยลองแปลดู รู้สึกแปลออกมาแล้วแข็ง ๆ ยังไงไม่รู้ ลองฟังเพลงไปแล้วจินตนาการตามไปละกันนะ - -"

 

Kokoniiruyo by Soulaja

 

Baby boy わたしはここにいるよ どこもいかずに待ってるよ

Baby boy, I won’t go anywhere but wait for you here.

You know dat I love you だからこそ 心配しなくていいんだよ

You know dat I love you so don't worry.

どんなに遠くにいても変わらないよこの心言いたい事わかるでしょ?

No matter how far we are apart, this heart won’t change.

Do you understand what I'm trying to say? 

あなたのこと待ってるよ

I'm waiting for you.

 

不器用な俺遠くにいる君

伝えたい気持ちそのまま言えずに君は行っちまった

How awkward of me to let you go far away without telling you my feelings

いまじゃ残された君はアルバムの中

Now what’s left of you is the photo album

電波でしか会えない日々だけど見えないぜ君の微笑み

Only through messages can we meet

君のぬくもり髪の香り こののどの渇きはそのまま満たされずに

Your smiles, the warmth, the smell of your hair

I have to live on without them

過ぎてく日々の中なんだか君の面影ひたすら探した

I spent these days looking for you.

君とよく歩いたあの道は今俺だけの足音が響いていた

The road that we used to walk together

Now there’s no sound other than my lonely steps

んなことよりお前の方は元気か? ちゃんと飯食ってるか?

By the way, are your alright?

ちくしょう、やっぱ言えねぇや

Too bad I can’t say that

また今度送るよ俺からのLetter

I’ll send you another time

 

鎌倉の砂浜で見た君の姿波にのまれた君に言いたい言葉

The sandy beach where I once saw you

My words were taken away with the wave

なんだかマジせつねぇ男なのになんで…言葉出てこねぇや

How come words won’t come out?

覚えてますか?君と行ったカラオケの中

Do you still remember when we went to karaoke together

俺が入れた曲の言葉モニターに浮かんだまま ほんとは君に伝えたかった

The words of the song that appeared on the screen

is what I actually wanted to say to you

 

君と二人きりで初めて待ち合わせをしたあの日

The first day we went out together

まるで偶然に会ったかのようにはしゃぎ微笑む君が忘れられないって

seemed like we met by chance.

Your smiles are so unforgettable.

 

話かなりそれちまったがわかるよな?俺が言いたい言葉

Will you understand what I’m trying to say?

S**t残り書く場所がねぇや

There’s no more place left to write

ごめん 次は絶対に送るから

Sorry I’ll surely send next time

 

俺がもっと金持ちだったらもっとまともな仕事をしてたら

Only if I’m richer, doing a more proper job

もしもすべて犠牲にできたのなら俺は絶対に君を…

だがPlease勘違いだけはすんな 君に寂しい思いはさせたくねぇが

So please don’t misunderstand me. I don’t want to make you feel lonely

忙しい中あんま話せねぇがbaby believeこれはall for our future

I can’t talk much since I’m busy, but believe this is for our future

But 正直 今すぐ君と会いたい 今すぐ抱きしめてやりたい

But to tell you the truth, I miss you so badly, wanting to hold you tight

昔 君が俺の隣で座ってた席にはもう誰もいないって…

The chair that you used to sit beside me, now there’s no one

まぁ そんな事はいいんだ言いたいことはそんなんじゃねぇんだ

Well, that’s enough. That’s not what I really want to say.

いまさらだがずっと言いたかった言葉を込め 送るUnsent letter

All I wanted to say now is in Unsent letter

 

Baby boy わたしはここにいるよ どこもいかずに待ってるよ

Baby boy, I won’t go anywhere but wait for you here.

You know I love you だからこそ 心配しなくていいんだよ

You know dat I love you so don't worry.

どんなに遠くにいても変わらないよこの心今なら素直に言えるよ

No matter how far we are apart, this heart won’t change.

It’s this very moment that I can say

 

I don't eva wanna let you go

07 กุมภาพันธ์

JLPT 2級

ในที่สุดผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นระดับ 2 ก็มาแล้ว ตื่นเต้นเล็กน้อยตอนเปิดคะแนนออกมาดู แค่เห็นคำว่า Passed ก็ดีใจแล้ว อิอิ
 
ก็เรียกได้ว่าทำได้ตามความตั้งใจของตัวเองเมื่อปีที่แล้ว ก็คือตั้งแต่เริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นตอนต้นปี 50 ก็ตั้งใจไว้เลยว่าปีนี้จะสอบระดับสองให้ผ่าน เรียกได้ว่าเป็นเป้าหมายชีวิตของปีที่แล้วเลยทีเดียว
 
ที่สอบผ่านมาได้ก็เพราะหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ช่วงเรียนที่มีคนเก่ง ๆ อย่างพี่แอนท์ไว้ให้ถามตลอดเวลา (ขอบคุณนะคะ :D ปล.พี่แอนท์ก็สอบผ่านระดับหนึ่งไปแล้วเรียบร้อย ยินดีด้วยค่ะ) หรือวิธีจำศัพท์แปลก ๆ อย่างเช่น やわらかい ซึ่งยังจำได้ดีจนถึงวันดี และก็อาจารย์ที่สอนเก่งและสนุกของวาเซดะ ถ้าไม่ได้เรียนที่วาเซดะ ก็คงไม่สามารถพัฒนาทักษะภาษาญี่ปุ่นได้เร็วขนาดนี้อย่างแน่นอน พอได้มาญี่ปุ่นก็ได้เรียนรู้เพิ่มจากคนไทยและญี่ปุ่นใกล้ ๆ ตัว ช่วงที่ไปออนไซต์สองเดือนก่อนสอบก็ได้พูดภาษาญี่ปุ่นทุกวัน ก็ช่วยได้มากทีเดียว
 
ถ้าถามว่าแล้วปีนี้จะผ่านระดับหนึ่งมั้ย ตอนนี้ตัวเราตอบว่าไม่นะ เพราะเป้าหมายของปีนี้เปลี่ยนไปแล้ว เปลี่ยนเป็นอยากจะฟังคนญี่ปุ่นคุยกันในเรื่องราวทั่วไปให้เข้าใจ ตอนนี้ถ้าไม่ใช่เรื่องงานก็แทบจะฟังไม่รู้เรื่องเลย เราไม่ได้อยากวัดผลที่คะแนนสอบ แต่อยากวัดจากความพอใจของตัวเองว่าสามารถเข้าใจบทสนทนา ข่าวทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวันได้ไหม (แต่เชื่อเถอะ พอช่วงใกล้สอบความอยากผ่านในตัวเราคงจะโผล่ออกมาเอง)
 
これからもがんばります!
 
ปล.คะแนนแต่ละpart
Writing/Vocabulary           91/100
Listening                        89/100
Reading/Grammar           179/200
Total score                   359/400
01 กุมภาพันธ์

ชุดสำหรับยามฉุกเฉิน

เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เกิดภัยแผ่นดินไหวอยู่บ่อย ๆ ก็เลยมีชุดสำหรับยามฉุกเฉินขายสำเร็จรูป
 
 
เท่าที่รู้มาก็มีหลายแบบนะ บางอันมีหมวกนิรภัยด้วย แต่ชุดนี้ที่ได้มาก็มีของข้างในดังรูป
 
 
ก็มีของนอกเหนือความคาดหมายบ้างเช่นถุงขยะ ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอามาทำอะไรดี นอกนั้นก็ของทั่ว ๆ ไปที่น่าจะจำเป็นเช่นแก้วน้ำ ทิชชู่ พลาสเตอร์ ไฟฉาย มีดพับ ไฟแช็ค ฯลฯ มีเสื้อกันฝนด้วย
 
แต่ของที่น่าสนใจคืออันนี้ต่างหาก
 
 
 
มีรหัสมอสด้วย แต่ยังไม่น่าสนใจเท่าพวงกุญแจสีเงินด้านขวา
 
 
ลองแกะออกมาดู มีกระดาษม้วนอยู่ข้างใน
  
 
 
มันคือกระดาษไว้เขียนข้อมูลส่วนตัวนั่นเอง (กะว่าจะได้รู้ได้ว่านี่เป็นใคร)
 
ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีโอกาสได้ใช้ชุดนี้จริง ๆ นะ เก็บไว้เผื่อเฉย ๆ พอแล้ว
29 มกราคม

Lego 50th anniversary

วันนี้เปิดกูเกิ้ลมาเสิร์ชแล้วเจอไอคอนรูปนี้


ก็เลยได้รู้ว่าเลโก้นั้นครบรอบ 50 ปีแล้ว



จากเว็บของเลโก้ ทำให้รู้ว่าคำว่าเลโก้ มาจากการผสมคำในภาษาเดนมาร์ค ระหว่าง “LEg” กับ “GOdt” ซึ่งมีความหมายว่า play well
และยังได้รู้อีกว่า แต่ละชิ้นของเลโก้ ถูกหล่อมาจากแบบที่มีความคลาดเคลื่อน (tolerance) ไม่เกิน 1 ไมโครเมตรเท่านั้น ทำให้เลโก้แต่ละชิ้นต่อกันได้สนิท

ว่าแล้วก็อยากไปซื้อเลโก้มาต่อเล่นซักกล่องนึง

16 ธันวาคม

ก่อนที่จะคิดเปลี่ยนคนอื่น จงเปลี่ยนตัวเองก่อน

ถ้าต่างฝ่ายต่างตั้งอยู่บนเจตนาที่จะ ปรับความเข้าใจ กันเสียแล้ว
ปัญหาก็จะคลี่คลายลงได้ในเวลาไม่ช้า 
แต่ถ้าคิดจะ เปลี่ยนความเข้าใจ คนอื่นให้เป็นเหมือนตน 
ปัญหาย่อมเกิดขึ้นไม่จบสิ้น 
 
ที่มา นิตยสารธรรมะใกล้ตัวฉบับที่ ๓๑ ประจำวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๐
http://dungtrin.com/mag/
14 ตุลาคม

My life in Japan Part II

ไม่ได้อัปบล็อกมาชาติเศษ (และคงจะไม่ได้อัปบ่อยๆ ไปเรื่อย ๆ แหละ) จริง ๆ เวลาว่างจากการทำงานก็พอมีบ้างนะ แต่เอาเวลาไปอ่านภาษาญี่ปุ่นหมดแล้ว จริง ๆ มีเรื่องที่อยากเขียนเกี่ยวกับญี่ปุ่นหลายเรื่อง (อยากให้บล็อกมีสาระอะ) แต่วันนี้เอาแค่ชีวิตความเป็นอยู่ไปก่อนละกัน

ช่วงนี้ก็ชีวิตเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว ทำงาน เรียนภาษาญี่ปุ่น กลับบ้านอ่านเองเพิ่มบ้าง อ่านหนังสือนำเที่ยวญี่ปุ่นบ้าง (พ่อกับแม่จะมาเที่ยวอาทิตย์หน้าแล้ว) เป้าหมายจริง ๆ จัง ๆ ตอนนี้ก็คืออยากเก่งภาษาญี่ปุ่นเร็ว ๆ น่ะ ศัพท์ที่ใช้ในการทำงานค่อนข้างคุ้นเคยแล้ว พอคุยกับคนญี่ปุ่นได้ แต่เวลาไปซื้อของแปลก ๆ เช่นตั๋วรถไฟ จองโรงแรม รู้สึกได้เลยว่ายังรู้ศัพท์ไม่พอ หรือเวลาได้จดหมายจากธนาคาร ใบโฆษณา ฯลฯ ยังอ่านไม่ค่อยออกน่ะ (คันจิมันเยอะเหลือเกิน)

คิด ๆ ไปแล้วก็แปลกดีเหมือนกัน ตอนจบม.6 เกือบจะได้มาญี่ปุ่นแต่ก็เลือกที่จะไม่มา?เพราะไม่อยากเรียนภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ จัง ๆ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น แถมตอนนี้ยังรู้สึกชอบอีกด้วย เราคงเป็นคนที่ชอบความท้าทาย(ด้านภาษา) เพราะตอนนี้งานได้ใช้ภาษาญี่ปุ่น ก็เลยรู้สึกสนุกกับงาน สมมติว่าถ้างานเราต้องนั่งทำคนเดียว เราก็คงจะไม่ชอบมันเท่าไหร่
สรุปแล้วเพราะว่าตอนนี้ยังไม่เก่งภาษาญี่ปุ่น มีคำศัพท์ใหม่ ๆ ให้เรียนรู้ทุกวัน ก็เลยรู้สึกว่าที่นี่ยังมีอะไรให้น่าค้นหาอีก ถ้าเมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าที่นี่ไม่มีอะไรท้าทายแล้ว ก็คงจะเบื่อขึ้นมาแหละ

มาเปรียบเทียบญี่ปุ่นกับอังกฤษ จริง ๆ ก็เปรียบเทียบไม่ได้แหละ เพราะว่าบรรยากาศต่างกัน ที่นี่มีคนไทยที่ทำงานเยอะพอสมควร เลยทำให้รู้สึกว่าไม่เหงา เงินที่ได้ก็เยอะกว่าตอนอยู่อังกฤษ ทำให้รู้สึกว่าใช้ชีวิตได้สบายกว่า อ้อ แต่อาหารที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าที่อังกฤษเยอะ แถมถูกกว่าด้วย :D แล้วก็ที่ญี่ปุ่นปลอดภัยกว่าอังกฤษ (แต่อาจจะเป็นแค่ที่นาโกย่าก็ได้ เรายังไม่เคยไปโตเกียว เมืองใหญ่ก็คงมีคนไม่ดีเยอะกว่าอะนะ)

ไว้ว่าง ๆ (ไม่รู้เมื่อไหร่เหมือนกัน) จะเอาเรื่องแปลก ๆ ที่เห็นที่ญี่ปุ่นมาเล่าให้ฟังละกัน

11 สิงหาคม

My life in Japan

ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกเสียนาน ตอนนี้เราก็มาอยู่ที่นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่นแล้ว ก็มาทำงานอะนะ กำหนดก็คือปีนึง
จะเริ่มยังไงดี เอาชีวิตความเป็นอยู่ทั่ว ๆ ไปก่อนละกัน ถ้าจะให้เราเทียบกับอังกฤษ เราว่าเราชอบญี่ปุ่นมากกว่านะ เรื่องแรก
เลยก็คือเรื่องอาหาร ที่นี่หาของกินง่ายและอร่อยด้วย (ส่วนราคาก็มีให้เลือกหลากหลาย) เรียกได้ว่าตั้งแต่มาอยู่นี่สองอาทิตย์ได้
ทำอาหารกินเองไม่กี่มื้อ
 
ช่วงนี้ก็เรียกว่าอยู่ในช่วงปรับตัวอะนะ มีอะไรให้ทำเรื่อย ๆ เช่นไปลงทะเบียนที่สำนักงานเขต ไปเปิดบัญชีธนาคาร ซื้ออินเทอร์
เน็ตมาใช้ ที่พักที่นี่ถึงแม้จะแคบกว่าอังกฤษนิดนึงแต่ก็นับว่าดีกว่าเยอะ มีส่วนทำอาหาร มีระเบียงหลังห้องไว้ตากผ้า
อพาร์ตเมนต์ที่นี่ก็มีของให้เกือบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ จานชาม หม้อหุงข้าว กาต้มน้ำ (ขาดแต่ช้อนส้อม มีให้แต่
ตะเกียบ :P ) ขนาดนาฬิกาปลุกยังมีให้เลย อุตส่าห์เอามาจากเมืองไทย เป็นแบบ sweep ด้วย คือไม่มีเสียงติ๊ก ๆ (คือเราไม่
ชอบนาฬิกาที่มีเสียงเวลาเดินน่ะ)
 
คือจริง ๆ ที่มันต่างจากอังกฤษก็เพราะตอนนั้นใช้ชีวิตเป็นนักเรียนล่ะมั้ง นี่เป็นอารมณ์คนทำงานมีเงินใช้ :P (ถึงแม้จะน้อยกว่า
ที่อื่น ๆ ก็ตามอะนะ)
 
ส่วนการเดินทางในตัวเมืองก็มีรถไฟใต้ดินทั่วถึงดี แต่เราก็ไปซื้อจักรยานมาแล้ว (ที่นี่เป็นที่ราบขี่จักรยานได้) ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น
เยอะเลย ขี่จักรยานได้ออกกำลังกายไปในตัว ไปซื้อของก็ไม่ต้องแบกหนัก ๆ กลับมาเอง ใส่ตะกร้าจักรยานมาได้ ที่นี่คนญี่ปุ่นก็
ขี่จักรยานกันเยอะเหมือนกัน แต่ไม่น่ากลัวแบบกรุงเทพฯ เพราะว่าขี่บนฟุตบาท ถ้าเจอทางม้าลาย รถที่วิ่งมาจะหยุดให้คน(และ
จักรยาน)ข้าม
 
อากาศที่นี่ก็ดี แต่เสียอย่างเดียวร้อนเท่า ๆ เมืองไทยเลย (เท่ากันจริง ๆ นะไม่ได้ล้อเล่น) ตอนนี้เริ่มตัวดำแล้วเนี่ยโดนแดดตอน
เช้า คนญี่ปุ่นบางคนที่กลัวแดดเวลาขี่จักรยานสามารถขี่มือเดียวอีกมือถือร่มได้ด้วย แถมผู้หญิงบางคนก็ใส่กระโปรงรองเท้าส้น
สูงขี่จักรยานได้ด้วย สามารถจริง ๆ แต่มันก็มีที่จับร่มติดกับจักรยานนะ กำลังจะไปซื้อมาราคาอันละเกือบพันบาทแหนะ
 
ส่วนเรื่องงานก็โอเค ได้ทำโปรเจคเกี่ยวกับเรดาร์ เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์นิด ๆ ด้วย ก็คงต้องลองดูต่อไป แต่ส่วนที่เป็นหลักการของ
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็คุ้นเคยกันดี (ถึงแม้ที่เรียน ๆ มาจะลืมไปแล้วก็ตาม อย่างน้อยก็คุ้นเคยล่ะนะ)
 
จริง ๆ เรื่องที่ต้องปรับ(ปรุง)ตัวให้เร็วที่สุดก็คือเรื่องของภาษาแหละ ถึงแม้จะเรียนจบมินนะเล่ม ๔ มาจากเมืองไทย สามารถใช้
ซื้อของกินง่าย ๆ ได้ แต่ให้คุยกับคนญี่ปุ่นในเรื่องทั่วไปทุกเรื่องยังทำไม่ได้ หรือจะไปซื้อของยาก ๆ เช่นอินเทอร์เน็ตก็ยังฟังเค้า
ไม่รู้เรื่องอยู่ คือศัพท์ยังมีน้อยเกินไปน่ะ จะว่าไปเรื่องนี้ก็เป็นเป้าหมายชีวิตข้อหนึ่งของปีนี้เลยนะ คืออยากใช้ภาษาญี่ปุ่นในระดับ
เกือบเทียบเท่าภาษาอังกฤษได้ ตอนนี้รู้สึกอึดอัด ๆ เวลาเจอตัวหนังสือภาษาญี่ปุ่นเยอะ ๆ ก็คงต้องฝึกกันต่อไป
 
04 กรกฎาคม

Noise Pollution

พูดถึงมลภาวะทางเสียง หลายคนคงนึกไปถึงเสียงดัง ๆ ในคอนเสิร์ตหรือตามผับต่าง ๆ ก็จริงอยู่ว่าความดังของเสียงที่สถานที่เหล่านี้ดังจริง แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงไม่ไปได้ ที่จะพูดถึงในที่นี้คือมลภาวะทางเสียงในรถไฟฟ้า

ทำไมในรถไฟฟ้าถึงมีมลภาวะทางเสียงได้ ไม่ได้หมายความถึงเสียงคนคุยกันในรถไฟฟ้านะ แต่หมายถึงเสียงโทรทัศน์ในรถไฟฟ้า ถ้าใครที่ขึ้นรถไฟฟ้าช่วงหลัง ๆ ก็จะเห็นว่าในขบวนรถมีการติดตั้งโทรทัศน์ไว้ฉายโฆษณาต่าง ๆ

ก็ไม่รู้ว่าสำหรับคนอื่น ๆ จะคิดยังไง แต่สำหรับเราแล้วมันเสียงดังเกินไป อยากจะฟังสิ่งที่เราอยากฟังในเครื่องเล่น mp3 มากกว่า

แต่คิดอีกแง่หนึ่ง สำหรับบางคนก็คงจะทำให้เวลาที่ต้องใช้บนรถไฟฟ้าไม่น่าเบื่ออย่างเดิม มีอะไรดูมีอะไรฟังไปเรื่อย ๆ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนนะ แล้วก็การที่มีโฆษณา ทำให้เราไม่ต้องจ่ายค่าโดยสารแพงกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ที่อยากจะเสนอก็คือ ในรถไฟฟ้าขบวนหนึ่ง ๆ อยากให้จัดบางตู้ไว้เป็นตู้ที่ไม่เปิดโทรทัศน์ จะเรียกว่าเป็น quiet coach แบบรถไฟที่อังกฤษก็ได้ ให้ผู้บริโภคได้มีทางเลือกอีกนิด

แก้ไข ๕ ก.ค. ๕๐
08 มิถุนายน

Performance = Ability x Motivation

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มีความสามารถกันไม่มากก็น้อย แต่จะทำงานได้ดีแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับแรงจูงใจเสียมากกว่า และแรงจูงใจไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของเงินเสมอไป
 
จะซื้อใจใครต้องใช้ใจซื้อ...
26 พฤษภาคม

ข้าวต้มปลาแซลมอน

ไม่ได้ทำอาหารตั้งนาน เมนูนี้ได้ไอเดียมาจากวันก่อนที่ไปกินข้าวที่ร้านซากุระ แล้วก็สั่งเมนูนี้มากิน เฟอร์ดู ๆ แล้วก็ไม่น่าจะทำยาก มีทั้งผักทั้งปลาแซลมอน (ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น) ก็เลยลองมาทำเอง
 
เริ่มจากส่วนประกอบ มีปลาแซลมอน (ซื้อที่วิลล่า มาร์เก็ต ถูกกว่าพารากอนตั้งโลละ 200 บาท แต่มาจากคนละแหล่งกันน่ะ)

ผักก็ตามชอบ ที่ใช้วันนี้มีแครอท (ซื้อแบบ organic มาด้วย สำหรับแครอทราคาก็ไม่ได้แพงกว่าแบบธรรมดามาก แต่ความอร่อยต่างกันเยอะ)
กะหล่ำปลี (ใช้จริงแค่ 1/3) ข้าวโพดอ่อน หัวหอม (ครึ่งหัว)

แล้วก็มีปลาโออบแห้ง ไว้ทำน้ำซุป
 
เริ่มจากต้มน้ำให้เดือด ใส่ปลาโออบแห้งลงไป (ทั้งถุงนี้ 29 บาท) ต้มซักพัก แล้วก็กรองเอากากออก เหลือแต่น้ำซุปพักไว้
 
จากนั้นก็หั่นผักขนาดตามชอบ เวลาหั่นข้าวโพดอ่อน ถ้ามีดไม่คมหรือหั่นไม่ดีข้าวโพดจะแตกเป็นเม็ดเล็ก ๆ เคล็ดลับคือต้องใช้ความคมของมีดให้เต็มที่ หั่นทีเดียวให้ขาด อย่าหั่นหลาย ๆ ที (แถว ๆ ด้ามมีดจะคมกว่าที่อื่นเพราะเป็นบริเวณที่เราไม่ค่อยใช้)
 
แล้วก็ผัดหัวหอมในกระทะให้หอม ตามด้วยแครอทและข้าวโพดอ่อน สุดท้ายก็ทอดปลาแซลมอนพอให้ด้านนอกสุก
 
 
แล้วก็เอาน้ำซุปที่ทำไว้มาต้มอีกครั้ง ใส่ข้าวสวยลงไป ต้มจนเม็ดข้าวเริ่มแตก
 
 
 แล้วก็ใส่ผัก คน ๆ ให้ดี (ถึงตอนนี้น้ำซุปจืดไป เลยเติมคนอร์ไปอีกก้อน) ปลาแซลมอนที่ทอดไว้แล้วใส่เป็นอย่างสุดท้าย เอาปลาลงไปไว้ด้านล่าง ๆ แล้วก็ปิดไฟ
 
 
 
เท่านี่เองก็ได้อาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ใช้น้ำมันน้อย มีทั้งผักและปลา ปลาแซลมอนมี Omega-3 ด้วยนะ